• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก อ่านข่าวย้อนหลัง ข่าว ประชาสัมพันธ์ สร้างเขื่อนได้ป่า อยากรวยกว่าต้องปลูกพริก ตรรกะพิสดาร EHIA เขื่อนแม่วงก์

สร้างเขื่อนได้ป่า อยากรวยกว่าต้องปลูกพริก ตรรกะพิสดาร EHIA เขื่อนแม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
เขื่อนแม่วงก์ คือหนึ่งในเขื่อนที่ทำลายผืนป่าตามแผนบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาทของรัฐบาล แน่นอนว่าในมุมมองนักอนุรักษ์มันย่อมไม่ควรถูกสร้าง เพราะเป็นการทำลายผืนป่ากว้างขนาด 12,300 ไร่ซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหายากเช่นเสือโคร่ง และนกยูง ยังไม่นับว่าเป็นบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำหนึ่งในสองแห่งของผืนป่าตะวันตก ผืนป่ามรดกโลกของไทย
แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนขอเปลี่ยนจากแว่นตาอนุรักษ์ มามองเขื่อนแม่วงก์ด้วยแว่นตาทางเศรษฐศาสตร์ ว่าโครงการดังกล่าวคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่
ตรรกะพิสดาร (1): สร้างเขื่อน ได้ป่า?
เชื่อว่าประชาชนคนทั่วไปน้อยคนนักที่จะมานั่งอ่านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่หนากว่าหนึ่งพันหน้า โดยเฉพาะในส่วนของการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ที่ยากจะเข้าใจ แต่หากลองอ่านดูสักนิด จะพบกับความแปลกประหลาดของโครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่สร้างเขื่อนแต่ได้ป่า!?
การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในความเป็นจริงสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ คือโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่มีต้นทุนในการก่อสร้าง ผลกระทบด้านการทำลายพื้นทีป่า ผละประโยชน์ด้านการผลิตไฟฟ้าและชลประทาน กับอีกโครงการหนึ่งที่แฝงมาด้วยคือโครงการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ 3 เท่าจากพื้นที่ป่าที่เสียไป หรือประมาณ 36,900 ไร่ ที่ไม่ได้ระบุว่าจะสร้างตำแหน่งใดบนแผนที่ประเทศไทย
หลายคนอาจสงสัยว่าแค่ปลูกป่าทดแทน จะกระทบมูลค่าโครงการสักเท่าไรกันเชียว แต่คำตอบจากตัวเลขคือกระทบครับ และผลประโยชน์จากการปลูกป่าทดแทนแทบจะเป็นมูลค่าหลักที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการเขื่อนแม่วงก์มีค่าเป็นบวก
ผู้เขียนขอยกการคำนวณมูลค่าปริมาตรไม้ ที่ให้ผลตอบแทนคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสูงถึง 1,349.57 ล้านบาท แน่นอนว่าการคำนวณดังกล่าวนอกจากจะใช้ตรรกะที่ผิดพลาด และยังผิดพลาดในเชิงวิชาการจากความสับสนระหว่างปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) และปริมาตรไม้สะสม (Wood Stock)
แม่วงก์เขื่อนแม่วงก์ คือหนึ่งในเขื่อนที่ทำลายผืนป่าตามแผนบริหารจัดการน้ำ 3 แสนล้านบาทของรัฐบาล แน่นอนว่าในมุมมองนักอนุรักษ์มันย่อมไม่ควรถูกสร้าง เพราะเป็นการทำลายผืนป่ากว้างขนาด 12,300 ไร่ซึ่งเป็นผืนป่าต้นน้ำอันอุดมสมบูรณ์ มีสัตว์ป่าหายากเช่นเสือโคร่ง และนกยูง ยังไม่นับว่าเป็นบริเวณที่ราบลุ่มริมน้ำหนึ่งในสองแห่งของผืนป่าตะวันตก ผืนป่ามรดกโลกของไทย

แต่ในบทความนี้ ผู้เขียนขอเปลี่ยนจากแว่นตาอนุรักษ์ มามองเขื่อนแม่วงก์ด้วยแว่นตาทางเศรษฐศาสตร์ ว่าโครงการดังกล่าวคุ้มค่าในการลงทุนหรือไม่

ตรรกะพิสดาร (1): สร้างเขื่อน ได้ป่า?
เชื่อว่าประชาชนคนทั่วไปน้อยคนนักที่จะมานั่งอ่านรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสำหรับโครงการหรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรงทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ (EHIA) โครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่หนากว่าหนึ่งพันหน้า โดยเฉพาะในส่วนของการวิเคราะห์เศรษฐศาสตร์ที่ยากจะเข้าใจ แต่หากลองอ่านดูสักนิด จะพบกับความแปลกประหลาดของโครงการเขื่อนแม่วงก์ ที่สร้างเขื่อนแต่ได้ป่า!?

การวิเคราะห์ทางเศรษฐศาสตร์โครงการเขื่อนแม่วงก์ ในความเป็นจริงสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนใหญ่ คือโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ ที่มีต้นทุนในการก่อสร้าง ผลกระทบด้านการทำลายพื้นทีป่า ผละประโยชน์ด้านการผลิตไฟฟ้าและชลประทาน กับอีกโครงการหนึ่งที่แฝงมาด้วยคือโครงการปลูกป่าทดแทนพื้นที่ 3 เท่าจากพื้นที่ป่าที่เสียไป หรือประมาณ 36,900 ไร่ ที่ไม่ได้ระบุว่าจะสร้างตำแหน่งใดบนแผนที่ประเทศไทย

หลายคนอาจสงสัยว่าแค่ปลูกป่าทดแทน จะกระทบมูลค่าโครงการสักเท่าไรกันเชียว แต่คำตอบจากตัวเลขคือกระทบครับ และผลประโยชน์จากการปลูกป่าทดแทนแทบจะเป็นมูลค่าหลักที่ทำให้ผลตอบแทนจากการลงทุนในโครงการเขื่อนแม่วงก์มีค่าเป็นบวก

ผู้เขียนขอยกการคำนวณมูลค่าปริมาตรไม้ ที่ให้ผลตอบแทนคิดเป็นมูลค่าปัจจุบันสูงถึง 1,349.57 ล้านบาท แน่นอนว่าการคำนวณดังกล่าวนอกจากจะใช้ตรรกะที่ผิดพลาด และยังผิดพลาดในเชิงวิชาการจากความสับสนระหว่างปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) และปริมาตรไม้สะสม (Wood Stock)

แม่วงก์

จากภาพ สมมติว่าในปีที่ 1 มีปริมาตรไม้มูลค่า 100 บาท ปีที่ 2 มีปริมาตรไม้มูลค่า 120 บาท ปีที่ 3 มีปริมาตรไม้มูลค่า 140 บาท ในการคำนวณปริมาตรไม้ส่วนเพิ่ม (Wood Growth) ควรมีค่าเท่ากับ 20 ปีละบาท แต่การคำนวณในเล่มรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมฯ กลับใช้ตัวเลข 100 120 และ 140 บาท จึงไม่น่าแปลกใจที่จะทำให้มูลค่าปริมาตรไม้นั้นสูงกว่าหมื่นล้านบาท ทั้งๆที่เป็นป่าปลูกทดแทน ซึ่งหากปรับปรุงให้การคำนวณเป็นไปตามหลักที่ถูกต้อง มูลค่าปัจจุบันของปริมาตรไม้จะเท่ากับ 147.99 ล้านบาท ซึ่งมีค่าเพียงร้อยละ 1 ของมูลค่าปริมาตรไม้ที่คำนวณผิดพลาดไป

แม่วงก์

นอกจากนี้ ผู้เขียนได้ทำการสรุปผลตอบแทนจากโครงการปลูกป่าทดแทนดังตาราง

มูลค่าปัจจุบันสุทธิ
(ล้านบาท)
EIRR B/C Ratio
โครงการปลูกป่าทดแทน (ก่อนปรับปรุง) 1,792.59 87% 10.10

จากตารางจะเห็นได้ว่า โครงการปลูกป่าทดแทนนั้นให้มูลค่าปัจจุบันสุทธิสูงถึง 1,792.59 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่ามูลค่าโดยรวมของเขื่อนแม่วงก์ที่ระบุไว้ในรายงาน EHIA ที่ 113.608 ล้านบาท อีกทั้งโครงการปลูกป่ายังมีค่า B/C Ratio สูงถึง 10.11 เท่า พูดง่ายๆว่าลงทุนไป 1 บาทได้เงินกลับมา 10.11 บาทนั่นเอง

อย่างไรก็ดี ผู้เขียนได้ทำการปรับปรุงโครงการปลูกป่าทดแทนในประเด็นต่างๆ ดังนี้
- ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ที่ขาดรายละเอียดการคำนวณ และเปรียบเทียบกับต้นทุนของปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งมูลค่าดังกล่าวมีความคลุมเครือ จึงตัดออกทั้งประโยชน์ทางบวกและทางลบต่อโครงการ
- มูลค่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ปรับปรุงให้มีความสัมพันธุ์อย่างเป็นระบบกับปริมาตรไม้
- การเพิ่มขึ้นของแหล่งท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์จากการปลูกป่าทดแทน ซึ่งในรายงาน EHIA ได้ตีมูลค่าไว้ปีละราว 16 ล้านบาท โดยอ้างอิงจากการท่องเที่ยวในอุทยานแห่งชาติเขื่อนแม่วงก์ ในส่วนนี้ ผู้เขียนเห็นว่าการเปรียบเทียบดังกล่าวไม่เหมาะสม เพราะป่าที่ปลูกทดแทนไม่สามารถเทียบได้กับป่าธรรมชาติ ที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ และทิวทัศน์อันงดงาม
จากทั้ง 4 ประเด็น สามารถนำมาปรับปรุงและคำนวณมูลค่าโครงการปลูกป่าทดแทนได้ดังตาราง

มูลค่าปัจจุบันสุทธิ
(ล้านบาท)
EIRR
B/C Ratio
โครงการปลูกป่าทดแทน (ก่อนปรับปรุง) 324.61 26% 2.65

จะเห็นว่ามูลค่าที่ควรจะเป็นของการปลูกป่าทดแทนนั้น คิดเป็นราวร้อยละ 20 จากการคำนวณเดิม แน่นอนว่าการคำนวณดังกล่าวได้ซ่อนนัยยะบางอย่างเพื่อกลบเกลื่อน ‘ผลขาดทุน’ ที่เกิดจากการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์เพียงอย่างเดียว

ตรรกะพิสดาร (2): ถางป่า ได้พริก?
อีกประเด็นหนึ่งที่ค่อนข้างแปลกประหลาดใน EHIA เขื่อนแม่วงก์ คือผลประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ได้จากการปลูกพริกในฤดูแล้ง ซึ่งมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิสูงถึง 4,428.40 ล้านบาท โดยคิดเป็นร้อยละ 50 ของประโยชน์ส่วนเพิ่มที่ได้รับจากการปลูกพืช

จากการสืบค้นข้อมูลการปลูกพริกในประเทศไทยพบว่า ทั่วประเทศมีพื้นที่ปลูกพริกทั้งหมด 474,717 ไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 0.1 จากพื้นที่ที่สามารถทำการเกษตรในประเทศไทย แต่น่าแปลกที่รายงานฉบับดังกล่าว กลับตั้งสมมติฐานว่าในพื้นที่ชลประทานราว 120,000 ไร่ จะมีพื้นที่เพาะปลูกพริกสูงถึง 37,371 ไร่ คิดเป็นร้อยละ 30

สมมติฐานดังกล่าวย่อมหมายความว่า หากมีการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ จะมีเพิ่มพื้นที่ปลูกพริกทั่วประเทศสูงถึงร้อยละ 7 ทั้งๆที่ในปัจจุบัน พื้นที่ดังกล่าวไม่มีการปลูกพริกในเชิงเศรษฐกิจเป็นฐานเดิมเลย และข้อมูลสถิติพื้นที่ที่มีการเพาะปลูกพริกอย่างเข้มข้นอย่าง จ.นครปฐม กลับมีพื้นที่ปลูกพริกเพียงร้อยละ 10 จากพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด

ยิ่งเมื่อสังเกตตัวเลขมูลค่าสุทธิจากการปลูกพริก ที่สูงถึงไร่ละ 35,511.92 บาท คิดเป็น 13 เท่าตัวของการปลูกข้าวนาปังในฤดูแล้ง ก็จะยิ่งเข้าใจนัยยะบ้างอย่างเบื้องหลังสมมติฐาน ที่มุ่งสร้าง ‘ผลตอบแทน’ ให้เกินเกณฑ์สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งผู้ศึกษาได้ปรับปรุงสมมติฐานพื้นที่การปลูกพริกเหลือร้อยละ 10 จากพื้นที่ชลประทานทั้งหมดเพื่อการคำนวณใหม่

แม่วงก์
กราฟแสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการเขื่อนแม่วงก์ (ก่อนการปรับปรุง)

นอกจากประโยชน์ทางตรงที่ได้จากผลผลิตทางการเกษตรส่วนเพิ่ม ยังมีผลประโยชน์ทางอ้อมที่ได้จากเขื่อนแม่วงก์คือป้องกันภัยแล้ง อุทกภัย และมูลค่าการผลิตไฟฟ้า

โฉมหน้ามูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ที่แท้จริง เขื่อนแม่วงก์
จากประเด็นที่กล่าวไปข้างต้น ผู้เขียนสามารถสรุปการคำนวณได้ดังตาราง

กรณีศึกษา มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (ล้านบาท) EIRR B/C Ratio
โครงการหลังปรับปรุง
โดยไม่รวมมูลค่าจากการปลูกป่าทดแทน
- 2,700.32 8.74% 0.69
โครงการหลังปรับปรุง
รวมมูลค่าจากการปลูกป่าทดแทนจากการคำนวณใหม่
- 2,375.71 9.25% 0.74





จะเห็นได้ว่า หากมีการปรับปรุงสมมติฐานให้มีความสมเหตุสมผล โครงการเขื่อนแม่วงก์จะสร้างผลขาดทุนให้กับประชาชนชาวไทย แสดงให้เห็นถึงความไม่คุ้มทุน ไม่คุ้มค่า ไม่ว่าจะในกรณีรวมโครงการปลูกป่าทดแทนเข้าไปด้วยหรือไม่ก็ตาม โดยการคำนวณเหล่านี้ มิได้รวมมูลค่าความหลากหลายทางชีวภาพ หรือคุณค่าของสัตว์ป่าที่ไม่อาจประเมินเป็นตัวเลขได้

เขื่อนแม่วงก์
กราฟแสดงการเปรียบเทียบสัดส่วนผลประโยชน์ที่จะได้รับจากโครงการเขื่อนแม่วงก์ (หลังการปรับปรุง)

เขื่อนแม่วงก์ เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งในการคำนวณภายใต้ ‘ตรรกะพิสดาร’ ที่อาจเกิดขึ้นกับเขื่อนอีกหลายเขื่อนที่จะสร้างในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนยมบน-ยมล่าง เขื่อนแม่แจ่ม หรือเขื่อนคลองชมพู ที่จำเป็นต้องตัดไม้ในพื้นที่อนุรักษ์ ภายใต้นโยบายอันแยบยลที่ว่าจะ ‘ปลูกป่าทดแทน 3 เท่าของพื้นที่ที่เสียไป’ แล้วใช้การคำนวณแบบ ‘สร้างเขื่อน ได้ป่า’ เพื่อกลบเกลื่อนผลขาดทุนที่เกิดขึ้นกับสังคมไทย
หรือติดต่อเพื่อรับไฟล์ Excel แสดงผลการคำนวณที่ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
 

เพิ่มคอมเมนต์ใหม่

รหัสป้องกันความปลอดภัย
รีเฟรช


รับข่าวสาร