• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

เครือข่ายหมอปฏิวัติลุ่มน้ำแม่จัน (2)

อีเมล พิมพ์ PDF
ความทรงจำต่อจากการเดินเท้าทางไกล และล่องเรือทวนน้ำแม่จันของผมปะติดปะต่อ มาถึงสองปีถัดมา...
ภาพเบื้องหน้าของผมเป็นแม่น้ำกว้างหลายสิบเมตรเมตรขวางทางรถลงจากเนินที่พวกเราจะข้ามจากฝั่งหมู่บ้านแม่จันทะไปยังบ้านตะละโค่ง ผมนั่งขอบกระบะหลังรถอยู่กับพี่ซงเงียอดีตสหายที่เคยทำหน้าที่พยาบาลในสงครามปฏิวัติ พร้อมด้วยหมอหน่อว๊าย แห่งซ่องแป๊ะ และชาวบ้านที่ติดรถมาอีกสองสามคนพื้นกระบะมีลังยาที่เราช่วยขนไปส่งให้หมู่บ้านหลังงานอบรมประจำปีของแนวร่วมสุขภาพชุมชนที่มีตั้งแต่หมอและพยาบาลสมัยปฏิวัติ หมอตำแย หมอสมุนไพร ไปจนถึงอาสาสมัครมาเลเรียและสาธารสุขรุ่นใหม่ รวมถึงครูกศน. และเจ้าหน้าที่ป่าไม้หัวหน้าหน่วยทีชอแม แห่งทุ่งใหญ่ที่ชื่อ ชิตชัย
ภาณุเดช หัวหน้าภาคสนามของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรค่อยๆ เคลื่อนรถผ่านลานกรวดพื้นน้ำไปสู่ฝั่งตรงข้ามอย่างชำนาญทางเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเราวิ่งเข้าวิ่งออกประสานงานกับชุมชนสิบสี่ชุมชนที่เรียงรายอยู่กลางป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ตะวันออกที่แอบตัวลึกลับเป็นป่าใหญ่ใจกลางพื้นที่มรดกโลกห้วยระหว่างห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบในวัยใกล้แปดสิบนั่งอยู่ด้านหน้าคู่คนขับอย่างวางใจเนื่องจากคุ้นเคยกับทั้งภูมิประเทศและฝีมือสารถี
ระลอกน้ำกระเพื่อมสวยออกจากล้อรถไปตามริ้วเขียวใสของสีน้ำแม่จัน แต่ล้อหน้าซ้ายฝั่งที่ผมนั่งเหมือนกระทบอะไรสักอย่างใต้ผืนน้ำ และไม่สามารถเดินหน้าผ่านไปได้ แม้ว่ารถคันหน้าของเขตทุ่งใหญ่จะนำทางหลุดขึ้นตลิ่งพ้นขอบตาไปได้ก่อนแล้ว
ภาณุเดช พยายามขยับรถหลบขอนไม้ที่ฝังดินขวางล้อให้หลุดไป แต่เมื่อขยับอีกครั้งกลับทำให้ล้อตะกุยก้อนกรวดที่รองรับออกไปถึงชั้นดินทรายและถูกล้อรถตะกุยลึกลงเป็นผลให้หน้ารถเอียงทรุดไปทางซ้าย ผมรู้สึกถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่ววินาทีนั้น
ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโดดลงจากรถลุยน้ำไปยกดันหน้ารถเอาไว้ สัมผัสน้ำหนักที่น้ำประคองรถช่วยแรงอยู่ทำให้ชะลอการทรุดลงได้ชั่วขณะ
โคลนดิน ที่ถูกรถตะกุยทำน้ำรอบตัวผมขุ่นและไหลปะทะร่างกายแทบจะลอยหลุดจากภาระที่ยกดันอยู่ แม่น้ำแม่จันที่เราคุ้นเคยไหลกระแทกรถให้ท้ายลอยหน้าจม เหมือนเตือนว่าหากผมและชาวบ้านดันไว้ไม่อยู่รถทั้งคันจะต้องพลิกคว่ำอย่างแน่นอน
คณะเดินทางชุลมุนอยู่รอบรถ ทั้งยกทั้งดัน ผมโหวกเหวกให้ขนของขึ้นไปให้หมดโดยเฉพาะลังยาที่เป็นเป้าหมายของภารกิจที่เรามาเยือน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมารถเราคันนี้เคยจมในน้ำทั้งคันมาครั้งหนึ่งแล้วในลำห้วยโรคี่ฝั่งทุ่งใหญ่ตะวันตก ถึงตอนนี้แม้มีชาวบ้านมาช่วยกันดันข้างหน้ารถอยู่กับผมแต่ล้อหลังที่เริ่มลอยขึ้นทำให้แรงเสียดทานของล้อรถมีไม่พอที่จะขยับถอยออกจากขอนไม้ได้
อาจารย์รตยา ปีนข้ามฝั่งคนขับออกทางอีกฝั่งไปได้ก่อนที่หน้ารถด้านซ้ายจะทรุดจมลงอีกระดับหนี่ง น้องเอ็ม เจ้าหน้าที่ภาคสนามสาวของเราใช้วิทยุสื่อสารเรียกรถคันหน้าที่มีคนมากกว่าให้รีบมาช่วย
ผมไม่รู้ว่าเราจะรอในสภาพนี้อยู่ได้นานเท่าไหร่ ในใจนึกอยู่ถึงกระบวนการที่ต้องทำหลังจากรถคว่ำ...
เวลานึกถึงงานชุมชนลุ่มน้ำแม่จันที่อุ้มผางต้องนึกถึงประวัติศาสตร์ เป็นชั้นๆที่เคลื่อนผ่านกันตามห้วงเวลาที่ เมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วพร้อมกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ชุมชนกะเหรี่ยงโผล่วบ้านเลตองคุ (บ้านบนน้ำตก) ก่อตั้งขึ้นในหุบเขากลางป่าลึกพร้อมความเชื่อเรื่องพุทธศาสนาสายพระศรีอารยเมตไตรยจากรัฐคะฉิ่นในพม่าด้วยหวังว่าจะดำรงชุมชนที่ดีสืบทอดกันเพื่อรับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ชาวชุมชนพร้อมใจไว้ผมมวยหน้า นุ่งโสร่ง เสื้อผ่าอก กินมังสะวิรัติในวันพระ มีผู้นำนุ่งขาวห่มขาวเรียกกันว่าเป็นฤๅษี สร้างสายวัฒนธรรมความเชื่อกระจายไปสู่ชุมชนด้านตะวันออกซึ่งเป็นพี่น้องปากะญอที่มีชุมชนใหญ่อยู่ที่บ้านหม่องกั๊วะและโผล่วแกวอทะ และชาวปากะญอเรียงรายต่อขึ้นไปทางต้นน้ำของห้วยแม่จัน บ้านมอทะ บ้านพอกะทะ บ้านกุยเคล๊อะ กุยต๊ะ และ กุยเลอตอ รวมถึงบ้านริมน้ำแม่จันทางทิศใต้ คือชุมชนเกริงโบ ที่เป็นโผล่ว ถือด้ายขาว เหมือนชุมชนบ้านจะแกที่ฝั่งกาญจนบุรี
วัฒนธรรมทั้งหมดถูกโอบล้อมไว้ด้วยผืนป่าขนาดมหึมา ปิดตัวเองไว้จากการเปลี่ยนแปลงของคนพื้นราบฝั่งเจ้าพระยาในประเทศไทย หรือลุ่มอิระวดี ในประเทศพม่าดำรงตนตามความเชื่อมาจนกระทั่งเกือบห้าสิบปีที่แล้ว พี่น้องโผล่วด้ายเหลืองอพยพข้ามป่าห้วยขาแข้งมาจากป่าฝั่งตะวันออกแถวบ้านเจ้าวัดในอุทัยจนถึงทุ่งมะกอกในสุพรรณด้วยเหตุผลเรื่องอะไรสักอย่าง ทยอยกันมาตั้งถิ่นฐานรอบสบห้วยแม่จัน-แม่กลองใต้ลงมาจากเกริงโบ เรียกว่าบ้านแม่จันทะ (หมายถึงบริเวณน้ำแม่จันปะทะกับแม่กลอง) กระจายออกเป็น ชุมชน ทิบาเก แม่จันทะ ตะละโค่ง และ ซ่องแป๊ะ และรับอิทธิพลความเชื่อเรื่องฤๅษีอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน พี่น้องปากะญอจากกำแพงเพชรก็ตามสมทบและตั้งบ้านอยู่ระหว่างเกริงโบและหม่องกั๊วะ เรียกว่า บ้านยูไนท์ และนี่เป็นชุมชนที่เรียงรายอยู่ที่ลุ่มน้ำแม่จัน-แม่กลองในป่าลึกอุ้มผางที่ปัจจุบันเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางและมรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก
และประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติในสงครามประชาชนครั้งใหญ่เมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมาก็เคลื่อนอุดมการณ์สังคมนิยมเข้าปกคลุมหมู่บ้านทั้งหมดเป็นเขตงานปฏิวัติภาคตะวันตกที่ยิ่งใหญ่ หลังจาก พ.ศ. 2526 หลังสงครามปฏิวัติสิ้นสุด สหายในเมืองทยอยกลับ วัฒนธรรมปฏิวัติคลี่คลาย ชุมชนกลับมาเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ตามวิถีวัฒนธรรมที่ผสานกับการจัดการปกครองของรัฐไทย มีโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและผู้ใหญ่บ้านเป็นสัญลักษณ์ใหญ่อยู่ที่ศูนย์กลางเขตงานที่บ้านบ้านแม่จันทะ และหม่องกว๊ะ
จนถึงวันนี้พี่น้องที่นี่ยังอยู่กับความเชื่อที่ผสมผสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยงดั้งเดิม โผล่ว ปากะญอ ฤๅษีเลตองคุ  ไว้อย่างเหนี่ยวแน่น แต่แน่นอนว่าในหลายแห่งเปลี่ยนไปจากการเป็นฐานที่มั่นของสหาย และการจัดการปกครองแบบรัฐไทย หลักฐานสำคัญที่เหลืออยู่อย่างเป็นรูปธรรมคือ ทุกหมู่บ้านล้วนมี “หมอปฏิวัติ” ยังคงทำงานรับใช้สหายอยู่อย่างสุดจิตสุดใจโดยไม่มีค่าตอบแทนเหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่ายาและเครื่องมือจะขาดแคลนอย่างไร วันนี้หลายคนยังเป็นหมอตำแยมือหนึ่ง หมอสมุนไพรมหัศจรรย์ หมอตรวจมาลาเรียที่ใช้กล้องจุลทรรศน์และจ่ายยาอย่างแม่นยำ และหลายคนก็ถูกขอร้องให้เป็น อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขของหมู่บ้าน นอกจากนี้เครือข่ายความรู้ยังถูกประสานให้เข้ากับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ที่เป็น อสม. ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของอดีตนักรบเหล่านี้นั่นเอง  ในยามฤดูฝนที่ถูกตัดขาดจากภายนอก บุคลากรต่างๆเหล่านี้ล้วนทำหน้าที่ “ช่วยชีวิต” พี่น้องในชุมชนมานับไม่ถ้วน
การจัดอบรมประจำปี และนำยาไปให้ เครือข่ายเหล่านี้ที่สำคัญก็คือการให้กำลังใจกันและกัน หลายคนเกือบเลิกทำงานนี้ไปแล้วเนื่องจากมีภาระทำไร่ทำนา ก็กลับมาทำงานอีก เนื่องจากในงานอบรมแต่ละครั้งเราได้จัดให้มาเจอกัน พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ ที่ปกติแล้วก็ไม่มีโอกาสมาเจอกันเลย ที่สำคัญการเจอกันแต่ละครั้งทุกคนล้วนมีความสุขที่ได้ร่วมร้องเพลง และรำวงเพลงปฏิวัติ ร่วมกัน แววตาที่ย้อนไปสู่อดีตที่ร่วมรบทำให้เราซึมซับจิตวิญญาณนี้มาอย่างประทับใจ...
ความทรงจำวันดันรถติดขอนในลำน้ำแม่จันผมนึกถึงวินาทีที่ก่อนที่ผมจะสละรถ ยุทธชัย เจ้าหน้าที่ภาคสนามร่างใหญ่ของมูลนิธิวิ่งลงมาจากเนินพร้อมกับชิตชัย และชาวบ้านหลายคนที่มาจากรถคันหน้า และแทบไม่ต้องสื่อสารอันใดยุทธชัยกระโดดขึ้นขย่มด้านหลังรถให้ล้อติดพื้น ภาณุเดชรอจังหวะแล้วเร่งเครื่องถอยหลังพร้อมกับแรงดันจากพวกเราที่ผลักอยู่ที่กระโปรงหน้ารถ ในขณะที่ระดับน้ำเริ่มท่วมถึงระดับไฟหน้า และรถเอียงจนน้ำเข้าในตัวรถทางฝั่งที่ผมดันอยู่แล้ว คนขับเคลื่อนรถถอยหลังไปได้ และเข้าสู่สภาพปกติวิ่งอ้อมขอนไม้ขึ้นไปจอดบนตลิ่งอย่างปลอดภัย
เสียงหัวเราะ และคำหยอกล้อ ดังประสานกับเสียงน้ำแม่จันที่ไหลกระทบเซาะฝั่ง ภาพแห่งความสุขเกิดขึ้นหลังจากทั้งหมดเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่น่าระทึกใจร่วมกัน และแน่นอนว่านี่ย่อมไม่ใช่ครั้งแรกที่เราประสบเหตุตื่นเต้นแบบนี้ ในทุกพื้นที่ของผืนป่าล้วนบันทึกเรื่องราวและความทรงจำที่น่าประทับใจไว้ตลอดที่เราทำงาน...
เมื่อต้นปีที่ที่ผ่านมาพวกเราเพิ่งกลับจากอบรมเครือข่ายอาสาสมัครสุขภาพชุมชนครั้งที่เจ็ดในรอบหกปีที่รวมเอาบุคลากรทางสาธารณะสุขรุ่นใหม่และรุ่นเก่ามาเติมยา เติมเครื่องมือ และเติมใจที่จะทำหน้าที่ในงานปฏิวัติที่พรรคมอบหมายไว้แต่ครั้งกระโน้น หากแต่ในวันนี้พวกเขาไม่ได้ทำงานให้กรรมการพรรคอย่างในอดีต แต่ทำงานที่ไม่ได้ค่าตอบแทนนี้มาจากภายใน ซึ่งเรียกอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากคำว่า “จิตใจรับใช้” และนัดหมายนำยาไปเพิ่มให้เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนในอีกสองสามเดือนข้างหน้า
ผมไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเราจะเจออะไรอีกบนหนทางและสถานการณ์  แต่รู้อย่างเดียวว่า เราน่าจะเดินทางมาไม่ผิดทางและวันนี้เป้าหมายที่ชัดเจนกำลังใกล้เข้ามา
มีขอนไม้แห่งอุปสรรคขวางทางอยู่นับหมื่นแสนท่อนซ่อนในกระแสน้ำแห่งความเห็นต่าง และความเข้าใจไม่ตรงกัน กระแสน้ำไหลเชี่ยวขวางทางอยู่อีกหลายฤดูฝน
แต่เราจะฝ่าข้ามไป
(ดัดแปลง จากบันทึกสี่ปีโครงการจอมป่าในผืนป่าตะวันตก เมื่อปี 2551 และสายใยจากเมืองสู่ป่ากับหมอปฏิวัติเขตงานอุ้มผาง เมื่อ ปี 2553 ในหนังสือพิมพ์มติชน)
เครือข่ายหมอปฏิวัติความทรงจำต่อจากการเดินเท้าทางไกล และล่องเรือทวนน้ำแม่จันของผมปะติดปะต่อ มาถึงสองปีถัดมา...

ภาพเบื้องหน้าของผมเป็นแม่น้ำกว้างหลายสิบเมตรเมตรขวางทางรถลงจากเนินที่พวกเราจะข้ามจากฝั่งหมู่บ้านแม่จันทะไปยังบ้านตะละโค่ง ผมนั่งขอบกระบะหลังรถอยู่กับพี่ซงเงียอดีตสหายที่เคยทำหน้าที่พยาบาลในสงครามปฏิวัติ พร้อมด้วยหมอหน่อว๊าย แห่งซ่องแป๊ะ และชาวบ้านที่ติดรถมาอีกสองสามคนพื้นกระบะมีลังยาที่เราช่วยขนไปส่งให้หมู่บ้านหลังงานอบรมประจำปีของแนวร่วมสุขภาพชุมชนที่มีตั้งแต่หมอและพยาบาลสมัยปฏิวัติ หมอตำแย หมอสมุนไพร ไปจนถึงอาสาสมัครมาเลเรียและสาธารสุขรุ่นใหม่ รวมถึงครูกศน. และเจ้าหน้าที่ป่าไม้หัวหน้าหน่วยทีชอแม แห่งทุ่งใหญ่ที่ชื่อ ชิตชัย

ภาณุเดช หัวหน้าภาคสนามของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรค่อยๆ เคลื่อนรถผ่านลานกรวดพื้นน้ำไปสู่ฝั่งตรงข้ามอย่างชำนาญทางเพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเราวิ่งเข้าวิ่งออกประสานงานกับชุมชนสิบสี่ชุมชนที่เรียงรายอยู่กลางป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ตะวันออกที่แอบตัวลึกลับเป็นป่าใหญ่ใจกลางพื้นที่มรดกโลกห้วยระหว่างห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก อาจารย์รตยา จันทรเทียร ประธานมูลนิธิสืบในวัยใกล้แปดสิบนั่งอยู่ด้านหน้าคู่คนขับอย่างวางใจเนื่องจากคุ้นเคยกับทั้งภูมิประเทศและฝีมือสารถี

ระลอกน้ำกระเพื่อมสวยออกจากล้อรถไปตามริ้วเขียวใสของสีน้ำแม่จัน แต่ล้อหน้าซ้ายฝั่งที่ผมนั่งเหมือนกระทบอะไรสักอย่างใต้ผืนน้ำ และไม่สามารถเดินหน้าผ่านไปได้ แม้ว่ารถคันหน้าของเขตทุ่งใหญ่จะนำทางหลุดขึ้นตลิ่งพ้นขอบตาไปได้ก่อนแล้ว

ภาณุเดช พยายามขยับรถหลบขอนไม้ที่ฝังดินขวางล้อให้หลุดไป แต่เมื่อขยับอีกครั้งกลับทำให้ล้อตะกุยก้อนกรวดที่รองรับออกไปถึงชั้นดินทรายและถูกล้อรถตะกุยลึกลงเป็นผลให้หน้ารถเอียงทรุดไปทางซ้าย ผมรู้สึกถึงวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นในชั่ววินาทีนั้น

ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากโดดลงจากรถลุยน้ำไปยกดันหน้ารถเอาไว้ สัมผัสน้ำหนักที่น้ำประคองรถช่วยแรงอยู่ทำให้ชะลอการทรุดลงได้ชั่วขณะ
โคลนดิน ที่ถูกรถตะกุยทำน้ำรอบตัวผมขุ่นและไหลปะทะร่างกายแทบจะลอยหลุดจากภาระที่ยกดันอยู่ แม่น้ำแม่จันที่เราคุ้นเคยไหลกระแทกรถให้ท้ายลอยหน้าจม เหมือนเตือนว่าหากผมและชาวบ้านดันไว้ไม่อยู่รถทั้งคันจะต้องพลิกคว่ำอย่างแน่นอน

คณะเดินทางชุลมุนอยู่รอบรถ ทั้งยกทั้งดัน ผมโหวกเหวกให้ขนของขึ้นไปให้หมดโดยเฉพาะลังยาที่เป็นเป้าหมายของภารกิจที่เรามาเยือน เพราะจากประสบการณ์ที่ผ่านมารถเราคันนี้เคยจมในน้ำทั้งคันมาครั้งหนึ่งแล้วในลำห้วยโรคี่ฝั่งทุ่งใหญ่ตะวันตก ถึงตอนนี้แม้มีชาวบ้านมาช่วยกันดันข้างหน้ารถอยู่กับผมแต่ล้อหลังที่เริ่มลอยขึ้นทำให้แรงเสียดทานของล้อรถมีไม่พอที่จะขยับถอยออกจากขอนไม้ได้

อาจารย์รตยา ปีนข้ามฝั่งคนขับออกทางอีกฝั่งไปได้ก่อนที่หน้ารถด้านซ้ายจะทรุดจมลงอีกระดับหนี่ง น้องเอ็ม เจ้าหน้าที่ภาคสนามสาวของเราใช้วิทยุสื่อสารเรียกรถคันหน้าที่มีคนมากกว่าให้รีบมาช่วย

ผมไม่รู้ว่าเราจะรอในสภาพนี้อยู่ได้นานเท่าไหร่ ในใจนึกอยู่ถึงกระบวนการที่ต้องทำหลังจากรถคว่ำ...

เวลานึกถึงงานชุมชนลุ่มน้ำแม่จันที่อุ้มผางต้องนึกถึงประวัติศาสตร์ เป็นชั้นๆที่เคลื่อนผ่านกันตามห้วงเวลาที่ เมื่อสองร้อยกว่าปีที่แล้วพร้อมกับการตั้งกรุงรัตนโกสินทร์ ชุมชนกะเหรี่ยงโผล่วบ้านเลตองคุ (บ้านบนน้ำตก) ก่อตั้งขึ้นในหุบเขากลางป่าลึกพร้อมความเชื่อเรื่องพุทธศาสนาสายพระศรีอารยเมตไตรยจากรัฐคะฉิ่นในพม่าด้วยหวังว่าจะดำรงชุมชนที่ดีสืบทอดกันเพื่อรับพระพุทธเจ้าองค์ใหม่ ชาวชุมชนพร้อมใจไว้ผมมวยหน้า นุ่งโสร่ง เสื้อผ่าอก กินมังสะวิรัติในวันพระ มีผู้นำนุ่งขาวห่มขาวเรียกกันว่าเป็นฤๅษี สร้างสายวัฒนธรรมความเชื่อกระจายไปสู่ชุมชนด้านตะวันออกซึ่งเป็นพี่น้องปากะญอที่มีชุมชนใหญ่อยู่ที่บ้านหม่องกั๊วะและโผล่วแกวอทะ และชาวปากะญอเรียงรายต่อขึ้นไปทางต้นน้ำของห้วยแม่จัน บ้านมอทะ บ้านพอกะทะ บ้านกุยเคล๊อะ กุยต๊ะ และ กุยเลอตอ รวมถึงบ้านริมน้ำแม่จันทางทิศใต้ คือชุมชนเกริงโบ ที่เป็นโผล่ว ถือด้ายขาว เหมือนชุมชนบ้านจะแกที่ฝั่งกาญจนบุรี

วัฒนธรรมทั้งหมดถูกโอบล้อมไว้ด้วยผืนป่าขนาดมหึมา ปิดตัวเองไว้จากการเปลี่ยนแปลงของคนพื้นราบฝั่งเจ้าพระยาในประเทศไทย หรือลุ่มอิระวดี ในประเทศพม่าดำรงตนตามความเชื่อมาจนกระทั่งเกือบห้าสิบปีที่แล้ว พี่น้องโผล่วด้ายเหลืองอพยพข้ามป่าห้วยขาแข้งมาจากป่าฝั่งตะวันออกแถวบ้านเจ้าวัดในอุทัยจนถึงทุ่งมะกอกในสุพรรณด้วยเหตุผลเรื่องอะไรสักอย่าง ทยอยกันมาตั้งถิ่นฐานรอบสบห้วยแม่จัน-แม่กลองใต้ลงมาจากเกริงโบ เรียกว่าบ้านแม่จันทะ (หมายถึงบริเวณน้ำแม่จันปะทะกับแม่กลอง) กระจายออกเป็น ชุมชน ทิบาเก แม่จันทะ ตะละโค่ง และ ซ่องแป๊ะ และรับอิทธิพลความเชื่อเรื่องฤๅษีอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน พี่น้องปากะญอจากกำแพงเพชรก็ตามสมทบและตั้งบ้านอยู่ระหว่างเกริงโบและหม่องกั๊วะ เรียกว่า บ้านยูไนท์ และนี่เป็นชุมชนที่เรียงรายอยู่ที่ลุ่มน้ำแม่จัน-แม่กลองในป่าลึกอุ้มผางที่ปัจจุบันเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางและมรดกโลกทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก

และประวัติศาสตร์ของการปฏิวัติในสงครามประชาชนครั้งใหญ่เมื่อ 40-50 ปีที่ผ่านมาก็เคลื่อนอุดมการณ์สังคมนิยมเข้าปกคลุมหมู่บ้านทั้งหมดเป็นเขตงานปฏิวัติภาคตะวันตกที่ยิ่งใหญ่ หลังจาก พ.ศ. 2526 หลังสงครามปฏิวัติสิ้นสุด สหายในเมืองทยอยกลับ วัฒนธรรมปฏิวัติคลี่คลาย ชุมชนกลับมาเป็นชุมชนดั้งเดิมที่อยู่ตามวิถีวัฒนธรรมที่ผสานกับการจัดการปกครองของรัฐไทย มีโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนและผู้ใหญ่บ้านเป็นสัญลักษณ์ใหญ่อยู่ที่ศูนย์กลางเขตงานที่บ้านบ้านแม่จันทะ และหม่องกว๊ะ

จนถึงวันนี้พี่น้องที่นี่ยังอยู่กับความเชื่อที่ผสมผสานวัฒนธรรมกะเหรี่ยงดั้งเดิม โผล่ว ปากะญอ ฤๅษีเลตองคุ  ไว้อย่างเหนี่ยวแน่น แต่แน่นอนว่าในหลายแห่งเปลี่ยนไปจากการเป็นฐานที่มั่นของสหาย และการจัดการปกครองแบบรัฐไทย หลักฐานสำคัญที่เหลืออยู่อย่างเป็นรูปธรรมคือ ทุกหมู่บ้านล้วนมี “หมอปฏิวัติ” ยังคงทำงานรับใช้สหายอยู่อย่างสุดจิตสุดใจโดยไม่มีค่าตอบแทนเหมือนเมื่อ 30 ปีที่แล้ว แม้ว่ายาและเครื่องมือจะขาดแคลนอย่างไร วันนี้หลายคนยังเป็นหมอตำแยมือหนึ่ง หมอสมุนไพรมหัศจรรย์ หมอตรวจมาลาเรียที่ใช้กล้องจุลทรรศน์และจ่ายยาอย่างแม่นยำ และหลายคนก็ถูกขอร้องให้เป็น อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขของหมู่บ้าน นอกจากนี้เครือข่ายความรู้ยังถูกประสานให้เข้ากับเจ้าหน้าที่รุ่นใหม่ที่เป็น อสม. ซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นลูกหลานของอดีตนักรบเหล่านี้นั่นเอง  ในยามฤดูฝนที่ถูกตัดขาดจากภายนอก บุคลากรต่างๆเหล่านี้ล้วนทำหน้าที่ “ช่วยชีวิต” พี่น้องในชุมชนมานับไม่ถ้วน

การจัดอบรมประจำปี และนำยาไปให้ เครือข่ายเหล่านี้ที่สำคัญก็คือการให้กำลังใจกันและกัน หลายคนเกือบเลิกทำงานนี้ไปแล้วเนื่องจากมีภาระทำไร่ทำนา ก็กลับมาทำงานอีก เนื่องจากในงานอบรมแต่ละครั้งเราได้จัดให้มาเจอกัน พูดคุยสารทุกข์สุกดิบ ที่ปกติแล้วก็ไม่มีโอกาสมาเจอกันเลย ที่สำคัญการเจอกันแต่ละครั้งทุกคนล้วนมีความสุขที่ได้ร่วมร้องเพลง และรำวงเพลงปฏิวัติ ร่วมกัน แววตาที่ย้อนไปสู่อดีตที่ร่วมรบทำให้เราซึมซับจิตวิญญาณนี้มาอย่างประทับใจ...

ความทรงจำวันดันรถติดขอนในลำน้ำแม่จันผมนึกถึงวินาทีที่ก่อนที่ผมจะสละรถ ยุทธชัย เจ้าหน้าที่ภาคสนามร่างใหญ่ของมูลนิธิวิ่งลงมาจากเนินพร้อมกับชิตชัย และชาวบ้านหลายคนที่มาจากรถคันหน้า และแทบไม่ต้องสื่อสารอันใดยุทธชัยกระโดดขึ้นขย่มด้านหลังรถให้ล้อติดพื้น ภาณุเดชรอจังหวะแล้วเร่งเครื่องถอยหลังพร้อมกับแรงดันจากพวกเราที่ผลักอยู่ที่กระโปรงหน้ารถ ในขณะที่ระดับน้ำเริ่มท่วมถึงระดับไฟหน้า และรถเอียงจนน้ำเข้าในตัวรถทางฝั่งที่ผมดันอยู่แล้ว คนขับเคลื่อนรถถอยหลังไปได้ และเข้าสู่สภาพปกติวิ่งอ้อมขอนไม้ขึ้นไปจอดบนตลิ่งอย่างปลอดภัย

เสียงหัวเราะ และคำหยอกล้อ ดังประสานกับเสียงน้ำแม่จันที่ไหลกระทบเซาะฝั่ง ภาพแห่งความสุขเกิดขึ้นหลังจากทั้งหมดเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่น่าระทึกใจร่วมกัน และแน่นอนว่านี่ย่อมไม่ใช่ครั้งแรกที่เราประสบเหตุตื่นเต้นแบบนี้ ในทุกพื้นที่ของผืนป่าล้วนบันทึกเรื่องราวและความทรงจำที่น่าประทับใจไว้ตลอดที่เราทำงาน...

เมื่อต้นปีที่ที่ผ่านมาพวกเราเพิ่งกลับจากอบรมเครือข่ายอาสาสมัครสุขภาพชุมชนครั้งที่เจ็ดในรอบหกปีที่รวมเอาบุคลากรทางสาธารณะสุขรุ่นใหม่และรุ่นเก่ามาเติมยา เติมเครื่องมือ และเติมใจที่จะทำหน้าที่ในงานปฏิวัติที่พรรคมอบหมายไว้แต่ครั้งกระโน้น หากแต่ในวันนี้พวกเขาไม่ได้ทำงานให้กรรมการพรรคอย่างในอดีต แต่ทำงานที่ไม่ได้ค่าตอบแทนนี้มาจากภายใน ซึ่งเรียกอย่างอื่นไปไม่ได้นอกจากคำว่า “จิตใจรับใช้” และนัดหมายนำยาไปเพิ่มให้เมื่อเข้าสู่ฤดูฝนในอีกสองสามเดือนข้างหน้า

ผมไม่รู้ว่าวันข้างหน้าเราจะเจออะไรอีกบนหนทางและสถานการณ์  แต่รู้อย่างเดียวว่า เราน่าจะเดินทางมาไม่ผิดทางและวันนี้เป้าหมายที่ชัดเจนกำลังใกล้เข้ามา

มีขอนไม้แห่งอุปสรรคขวางทางอยู่นับหมื่นแสนท่อนซ่อนในกระแสน้ำแห่งความเห็นต่าง และความเข้าใจไม่ตรงกัน กระแสน้ำไหลเชี่ยวขวางทางอยู่อีกหลายฤดูฝน

แต่เราจะฝ่าข้ามไป
(ดัดแปลง จากบันทึกสี่ปีโครงการจอมป่าในผืนป่าตะวันตก เมื่อปี 2551 และสายใยจากเมืองสู่ป่ากับหมอปฏิวัติเขตงานอุ้มผาง เมื่อ ปี 2553 ในหนังสือพิมพ์มติชน)
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง