• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

ปีนี้ยังมี 'เขื่อน'

อีเมล พิมพ์ PDF
ข่าวว่ารัฐบาลจะประกาศผลทีโออาร์เรื่องให้ต่างประเทศมาจัดการน้ำบ้านเราในเร็วๆ นี้ แล้วก็เป็นการกระตุ้นเตือนคนที่สนใจเรื่องการสร้างเขื่อนที่ทำลายป่า สัตว์ป่า เช่น แม่วงก์ แก่งเสือเต้น ให้ต้องติดตามเรื่องนี้กันอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง
โครงการเขื่อนแม่วงก์อยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสุขภาพ (EHIA) โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการที่สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ประชุมเรื่องนี้กันไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปลายปีที่แล้ว ส่วนเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น ยังต้องเริ่มกระบวนการกันใหม่ทั้งหมด
มีข่าวค่อนข้างดี สำหรับคนที่ไม่อยากให้โครงการเขื่อนเข้ามาทำลายป่าก็คือ คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ที่ต้องมีหน้าที่พิจารณารายงาน EHIA ได้มีมติตีกลับรายงานของแม่วงก์ไปให้เจ้าของโครงการ คือ กรมชลประทาน ทบทวนในหลายประเด็นที่สำคัญๆ เท่าที่ติดตามก็คือ ในรายงานดังกล่าวขาดตกบกพร่องในเรื่องนิเวศวิทยา และคุรค่าของการเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือข้อมูลเกี่ยวกับเสือโคร่ง ที่นักอนุรักษ์เขาก็รู้กันมาตลอดว่าพื้นที่นี้มีความต่อเนื่องกับบ้านของเสือโคร่งแหล่งใหญ่อย่างห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ฯ อุ้มผาง เป็นป่าอนุรักษ์ที่ไม่มีชุมชนอยู่กลางพื้นที่ จึงมีศักยภาพในการขยายประชากรเสือจากป่ามรดกโลกออกมา และก็ได้ข่าวล่าสุดว่า สามารถเก็บร่องรอยดักถ่ายภาพของเสือได้ในพื้นที่ที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำได้ ดังนั้น รายงาน EHIA ที่กรมชลฯ นำเสนอข้อมูลต่างๆ คงต้องกลับไปศึกษากันใหม่อีกมาก
กว่าจะวิคราะห์ประเมินได้ถึงผลกระทบใหญ่หลวงหากมีการสร้างเขื่อน ที่ทำลายแหล่งอาหารสำคัญของเสือโคร่งบริเวณป่าริมน้ำที่มีอยู่น้อยมากในป่าตะวันตกแบบสองฝั่งห้วยแม่วงก์ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์
การกระชาสัมพันธ์เรื่องเขื่อนนี้ให้ชาวบ้านและเกณฑ์ผู้สนับสนุน 3 จังหวัด 5 อำเภอ 20 กว่าตำบลไปลงชื่อ ผมไม่เห็นเขาอธิบายว่าเขื่อนนี้จะช่วยพื้นที่เกือบสามแสนไร่ให้มีน้ำเฉพาะในฤดูฝน ที่จริงๆ แล้วก็มีปัยหาน้ำมากเกินด้วยซ้ำ แต่ในรายงานอธิบายชัดเจนว่าพื้นที่ที่ชวนคนมาสนับสนุนดังกล่าวเป็นพื้นที่ชลประทานฤดูฝน ส่วนหน้าแล้งจริงๆ ได้น้ำเพียงแค่ 1 ใน 3 อาจจะได้น้ำจริงๆ อยู่ในพื้นที่สัก 2-3 ตำบล ถ้าได้นำแค่นี้เอางบขนาดมหึมาหมื่นกว่าล้านมาทำโครงการเล็กกระจายให้ทั่วก็น่าคุ้มค่ามากกว่า ส่วนน้ำท่วมนั้นก็ชัดเจนว่าใน EHIA เขียนว่าให้กรมชลฯ ไปอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจว่าจะแก้น้ำท่วมแบบชัวร์ๆ ได้เฉพาะพื้นที่เนินสูงเขาสักสิบกว่ากิโลเมตรจากเขื่อน (ไม่ใช่ที่ราบน้ำท่วมถึง) หลังจากนั้นก็แก้ได้บ้าง ส่วน 20-30% ซึ่งผมว่าปัจจุบันที่มาท่วมพื้นที่แถวนั้นก็มาจากฝนที่ตกใต้เขื่อนเกือบทั้งนั้น
ในเวทีหลายเวทีก็ยอมรับกันหมดแล้วเรื่องน้ำท่วมว่าเขื่อนช่วยอะไรไม่ได้ โดยฌแพาะในเรื่องที่พ่วงมากับการจัดการน้ำถึงลุ่มเจ้าพระยา ผู้เชี่ยวชาญต่างยืนยันตรงกันว่าแก้ได้ 1% ก็เก่งแล้ว สิ่งที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ พบในรายงานก็คงคล้ายกับที่ผมว่ามากระมัง
ผมได้อ่านเรื่องการปลูกป่าทดแทนก็ยิ่งมีปัยหาว่าไม่มีการแสดงว่าจะปลูกที่ไหน มีแต่บอกว่าปลูกให้ 2-3 เท่า ทั้งๆ แถวนั้นใครก็รู้ว่ามันไม่มีที่จะปลูก แต่ในรายงาน EHIA กลับคำนวนมูลค่าป่าลมๆ ที่ยังไม่มีแม้ที่จะปลูกว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ถูกตัดไปหลายเท่า ส่วนคุณค่าป่าที่เสียไปทางจิตใจใช้วิธีไปสอบถามชาวบ้านว่ายินดีบริจาคเงินปลุกป่าปีละกี่บาทแล้วเอามาคูณกับจำนวนคนยอมจ่ายปีละร้อย ได้ผลว่าเสียป่าระดับแหล่งที่อยู่ของเสือทางจิตใจแค่ 5 ล้านบาท
เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง
แม่วงก์ข่าวว่ารัฐบาลจะประกาศผลทีโออาร์เรื่องให้ต่างประเทศมาจัดการน้ำบ้านเราในเร็วๆ นี้ แล้วก็เป็นการกระตุ้นเตือนคนที่สนใจเรื่องการสร้างเขื่อนที่ทำลายป่า สัตว์ป่า เช่น แม่วงก์ แก่งเสือเต้น ให้ต้องติดตามเรื่องนี้กันอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง

โครงการเขื่อนแม่วงก์อยู่ในขั้นตอนการพิจารณารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อมสุขภาพ (EHIA) โดยคณะกรรมการผู้ชำนาญการที่สำนักนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ได้ประชุมเรื่องนี้กันไปครั้งหนึ่งแล้วเมื่อปลายปีที่แล้ว ส่วนเขื่อนแก่งเสือเต้นนั้น ยังต้องเริ่มกระบวนการกันใหม่ทั้งหมด

มีข่าวค่อนข้างดี สำหรับคนที่ไม่อยากให้โครงการเขื่อนเข้ามาทำลายป่าก็คือ คณะกรรมการผู้ชำนาญการ (คชก.) ที่ต้องมีหน้าที่พิจารณารายงาน EHIA ได้มีมติตีกลับรายงานของแม่วงก์ไปให้เจ้าของโครงการ คือ กรมชลประทาน ทบทวนในหลายประเด็นที่สำคัญๆ เท่าที่ติดตามก็คือ ในรายงานดังกล่าวขาดตกบกพร่องในเรื่องนิเวศวิทยา และคุรค่าของการเป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่าที่สำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือข้อมูลเกี่ยวกับเสือโคร่ง ที่นักอนุรักษ์เขาก็รู้กันมาตลอดว่าพื้นที่นี้มีความต่อเนื่องกับบ้านของเสือโคร่งแหล่งใหญ่อย่างห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่ฯ อุ้มผาง เป็นป่าอนุรักษ์ที่ไม่มีชุมชนอยู่กลางพื้นที่ จึงมีศักยภาพในการขยายประชากรเสือจากป่ามรดกโลกออกมา และก็ได้ข่าวล่าสุดว่า สามารถเก็บร่องรอยดักถ่ายภาพของเสือได้ในพื้นที่ที่จะเป็นอ่างเก็บน้ำได้ ดังนั้น รายงาน EHIA ที่กรมชลฯ นำเสนอข้อมูลต่างๆ คงต้องกลับไปศึกษากันใหม่อีกมาก

กว่าจะวิคราะห์ประเมินได้ถึงผลกระทบใหญ่หลวงหากมีการสร้างเขื่อน ที่ทำลายแหล่งอาหารสำคัญของเสือโคร่งบริเวณป่าริมน้ำที่มีอยู่น้อยมากในป่าตะวันตกแบบสองฝั่งห้วยแม่วงก์ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์

การกระชาสัมพันธ์เรื่องเขื่อนนี้ให้ชาวบ้านและเกณฑ์ผู้สนับสนุน 3 จังหวัด 5 อำเภอ 20 กว่าตำบลไปลงชื่อ ผมไม่เห็นเขาอธิบายว่าเขื่อนนี้จะช่วยพื้นที่เกือบสามแสนไร่ให้มีน้ำเฉพาะในฤดูฝน ที่จริงๆ แล้วก็มีปัยหาน้ำมากเกินด้วยซ้ำ แต่ในรายงานอธิบายชัดเจนว่าพื้นที่ที่ชวนคนมาสนับสนุนดังกล่าวเป็นพื้นที่ชลประทานฤดูฝน ส่วนหน้าแล้งจริงๆ ได้น้ำเพียงแค่ 1 ใน 3 อาจจะได้น้ำจริงๆ อยู่ในพื้นที่สัก 2-3 ตำบล ถ้าได้นำแค่นี้เอางบขนาดมหึมาหมื่นกว่าล้านมาทำโครงการเล็กกระจายให้ทั่วก็น่าคุ้มค่ามากกว่า ส่วนน้ำท่วมนั้นก็ชัดเจนว่าใน EHIA เขียนว่าให้กรมชลฯ ไปอธิบายให้ชาวบ้านเข้าใจว่าจะแก้น้ำท่วมแบบชัวร์ๆ ได้เฉพาะพื้นที่เนินสูงเขาสักสิบกว่ากิโลเมตรจากเขื่อน (ไม่ใช่ที่ราบน้ำท่วมถึง) หลังจากนั้นก็แก้ได้บ้าง ส่วน 20-30% ซึ่งผมว่าปัจจุบันที่มาท่วมพื้นที่แถวนั้นก็มาจากฝนที่ตกใต้เขื่อนเกือบทั้งนั้น

ในเวทีหลายเวทีก็ยอมรับกันหมดแล้วเรื่องน้ำท่วมว่าเขื่อนช่วยอะไรไม่ได้ โดยฌแพาะในเรื่องที่พ่วงมากับการจัดการน้ำถึงลุ่มเจ้าพระยา ผู้เชี่ยวชาญต่างยืนยันตรงกันว่าแก้ได้ 1% ก็เก่งแล้ว สิ่งที่คณะกรรมการผู้ชำนาญการฯ พบในรายงานก็คงคล้ายกับที่ผมว่ามากระมัง

ผมได้อ่านเรื่องการปลูกป่าทดแทนก็ยิ่งมีปัยหาว่าไม่มีการแสดงว่าจะปลูกที่ไหน มีแต่บอกว่าปลูกให้ 2-3 เท่า ทั้งๆ แถวนั้นใครก็รู้ว่ามันไม่มีที่จะปลูก แต่ในรายงาน EHIA กลับคำนวนมูลค่าป่าลมๆ ที่ยังไม่มีแม้ที่จะปลูกว่าจะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจมากกว่าที่ถูกตัดไปหลายเท่า ส่วนคุณค่าป่าที่เสียไปทางจิตใจใช้วิธีไปสอบถามชาวบ้านว่ายินดีบริจาคเงินปลุกป่าปีละกี่บาทแล้วเอามาคูณกับจำนวนคนยอมจ่ายปีละร้อย ได้ผลว่าเสียป่าระดับแหล่งที่อยู่ของเสือทางจิตใจแค่ 5 ล้านบาท

เป็นไปได้หรือไม่ที่รัฐบาลจะทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง

คอลัมน์ ทอร์ค ออฟ เดอะ ทาวน์ หนังสือพิมพ์มติชน วันอาทิตย์ที่ 3 กุมภาพันธ์ 2556
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง