• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size

เครือข่ายหมอปฏิวัติลุ่มน้ำแม่จัน

อีเมล พิมพ์ PDF
กลางฤดูฝนเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ผมเริ่มเดินเส้นทางเดินป่าจากหน่วยพิทักษ์ป่า “กระแง่สอด” บริเวณจุดกึ่งกลางพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกเพื่อเดินเท้าต่อไปยังหมู่บ้านแม่จันทะ ร่วมกับคณะของเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลังจากคณะของเราเดินทางด้วยรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อมาสุดทางรถที่นี่จากต้นทางที่ทำการเขตที่เรียกชื่อเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า กะแง่คี
เดินป่าวกวนไต่ความลาดชันขึ้นลงเขา ยืดระยะเพียงสิบกว่ากิโลเมตรในแผนที่ภูมิประเทศที่ผมใช้เดินทางออกไปอีกหลายกิโลเมตร ทำให้คณะเดินทางที่เป้ข้าวของนับสิบยี่สิบกิโลกรัมใช้เวลาเกือบทั้งวันในการพากันไปถึงหน่วยพิทักษ์ป่าซ่องแป๊ะท้ายหมู่บ้านทิบาเก ที่พอข้ามห้วยแม่กลองไปก็จะถึงบ้านแม่จันทะตามจุดหมาย ผมเป็นแขกรับเชิญจากหน่วยงานภายนอกเพียงคนเดียวที่ร่วมมา ได้รับอภิสิทธิ์ไม่ต้องแบกเสบียงใดๆ และมีเพียงย่ามใหญ่ใบเดียวที่ใส่ข้าวของติดมาด้วยจึงสามารถนำตัวเองมาถึงเป้าหมายได้โดยไม่มีปัญหามากนัก แต่นั่นไม่ใช่สำหรับแขกคนสำคัญของขบวนที่เป็นข้าราชการอาวุโสวัยใกล้เกษียณอายุที่อุตสาห์รับคำชวนมาประชุมชี้แจงเรื่องข้อมูลแนวเขตที่จัดทำร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับชุมชนที่เพิ่งทำเสร็จในต้นฤดูฝน และเป็นพยานตามข้อตกลงที่จะอยู่ร่วมกันของชาวบ้านในป่า กับชาวป่าไม้ที่เป็นเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ทางราชการ ท่านได้รับบาดเจ็บที่ข้อเข่าหลังจากเดินลงทางลาดชันจากภูเขามาที่หมู่บ้านที่ต้องเกร็งกระแทกหัวเข่าในระยะสี่ห้ากิโลเมตร
งานประชุมข้อมูลแนวเขตระหว่างหัวหน้าเขตและชุมชนผ่านไปอย่างราบรื่น นั่นหมายความว่าหลังจากนี้ชาวชุมชน แม่จันทะ ทิบาเก ตะละโค่ง และซ่องแป๊ะ ในกลุ่มบ้านนี้สามารถทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ที่ตกลงอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อย่างปกติสุข หลังจากที่มีความขัดแย้งเรื่องไร่หมุนเวียน หรือ เลื่อนลอยที่มองต่างกันมายาวนาน จนกระทั่งในที่สุดเกิดข้อตกลงและมีคณะกรรมการชาวบ้านร่วมกันเดินลาดตระเวนตามแนวเขตเพื่อควบคุมพื้นที่ร่วมกัน นอกจากแจกชุดลาดตระเวนสีดำร่วมกับท่านผู้อำนวยการส่วนสัตว์ป่า ที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว ผมก็ไม่มีงานอื่นใดที่ต้องทำอีก นอกจากตระเวนเดินเยี่ยมชาวบ้านที่รู้จักกันหลังเริ่มทำงานในพื้นที่มากว่าสองปี และจากการสนทนาระหว่างผมกับหนุ่มชาวบ้านที่คนเรียกว่า “หมอโหว่” อาสาสมัครสาธารณสุขที่เพิ่งถูกชาวบ้านส่งไปอบรมมาเป็นหมอประจำสุขศาลา ทำให้ผมได้รายชื่อ อดีตสหายปฏิวัติที่ได้ทำหน้าที่เป็นหมอและพยาบาลในสงครามเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ที่ยังมีอยู่ในทุกหมู่บ้าน กว่าครึ่งก็ยังทำหน้าที่ช่วยเหลือคนอยู่ตามมีตามเกิดโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และไม่มีอุปกรณ์เพิ่มเติมใดๆ นอกจากความรู้ในการแนะนำหยูกยา ทำคลอด ปฐมพยาบาล ฝังเข็ม ให้น้ำเกลือ หรือกระทั่งรักษามาเลเรีย กันอยู่ตามความรู้และบทบาทดั้งเดิม บางคนก็ถูกแต่งตั้งเป็น อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน ป่าลึกมรดกโลกแห่งนี้ยังรักษาห้วงเวลาอดีตไว้จากโลกภายนอกอย่างน่าทึ่งทีเดียว
กระดาษสมุดนักเรียนที่ผมขอมา ถูกขีดเป็นตารางแยกแยะชื่อหมอ-พยาบาลปฏิวัติ หมอสมุนไพร อาสาสมัครสุขศาลารุ่นใหม่ หมอตำแย และอาสาสมัครมาเลเรีย ของชุมชนต่างๆที่เรียกว่าป็อกบ้าน ตามข้อมูลบอกเล่าของ “หมอโหว่” บุตรชายของอดีตพยาบาลในสมัยโน้นคนหนึ่งเช่นกัน รายชื่อเหล่านั้น มีทั้งชื่อภาษากะเหรี่ยง อย่างเช่น โซงเงีย หน่อโพ่ไล่ หน่อว้าย แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นชื่อจัดตั้งในสมัยนั้น เช่น ภาราดร ท้าทาย  สุนี วินิจ สดใส หรือ ชื่อไทยๆ อย่าง มะลิ และ ป้าเตี้ย กระดาษแผ่นนั้นถูกผมพับเก็บไว้ในย่ามอย่างกระหยิ่มใจในแผนงานที่ผุดขึ้นในความคิดกลางป่า
จากอาการบาดเจ็บนั้นของข้าราชการอาวุโสที่ร่วมขบวน ทำให้ผมพบตัวเองอยู่ในขบวนเรือล่องตามลำน้ำแม่จันจากสบห้วยแม่กลองย้อนทวนน้ำขึ้นมาด้วยเรือสองลำโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีทางที่จะพาผู้อาวุโสบาดเจ็บเดินกลับผ่านทางชันลาดเขาย้อนเส้นทางที่มาได้ จึงเปลี่ยนแผนเดินทางให้คณะส่วนหนึ่งรวมทั้งผม แบ่งขบวนมาเดินทางโดยเรือทวนน้ำแม่จันกลับมาอีกทางหนึ่ง มีเป้าหมายที่จะขึ้นฝั่งที่บ้านพอกะทะ และวนรถมารับจากอุ้มผางไปต่ออีกทีหนึ่ง
นั่นเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมในการนั่งเรือยนต์เล็กสองลำตามกันผ่านแก่งน้ำน้อยใหญ่ จากสบแม่จันทะ ผ่านบ้านเกริงโบ มายังจุดสกัดทีชอแม โชคดีมากที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ว่ายน้ำไม่เป็นขอแยกตัวเดินต่อไปยังจุดสกัดเองบนทางดินก่อนแล้ว หลังจากแว่ะกินข้าวกลางวันที่บ้านยูไนท์
ลุงเหล่าเก๊า อดีตสหายปฏิวัติผู้ผ่านการฝึกจากประเทศเวียดนาม และผู้ใหญ่บ้านคนเก่าของแม่จันทะขับเรือ สิบห้าแรงม้าพาคณะของผู้อาวุโสที่ได้รับบาดเจ็บผ่านไปได้พร้อมหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ส่วนเรือลำผม ที่มีชายวัยกว่าห้าสิบ ทีชื่อ “หมอมะลิ” หนึ่งในอดีตหมอปฏิวัติในสงครามอุดมการณ์ครั้งโน้น เป็นคนขับไม่สามารถพาเครื่องยนต์เจ็ดแรงผ่านแก่งไปได้ ถูกน้ำพัดหัวกลับให้ไหลตามน้ำ คลื่นลูกใหญ่จากแก่งพัดน้ำเข้าท้ายเรือ จมไปถึงเอวของหมอมะลิ เมื่อผมที่นั่งกลางทำหน้าที่วิดน้ำเรือตลอดทางหันไปตามเสียง “แย่แล้วๆ” พลันผู้โดยสารหัวเรือใช้กระดานเรือแผ่นใหญ่พายจ้วงน้ำให้เรือหันเข้าฝั่ง เครื่องยนต์ที่หมอมะลิควบคุมทำหน้าที่สุดท้ายของมันในการพาเรือพุ่งเข้าหาฝั่งก่อนเรือค่อยๆจมลงพร้อมเครื่องยนต์ที่หลุดออกไป พวกเราต่างสละเรือว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง
โชคดีที่ย่ามของผม ถูกชูขึ้นเหนือน้ำ และมันใกล้พอที่ผมจะพยุงตัวเข้าฝั่งพร้อมกับหมอมะลิ และผู้โดยสารหัวเรืออย่างปลอดภัย เรืออีกลำผ่านแก่งไปได้และจอดรออยู่ที่ฝั่งรอให้เราเดินเลียบน้ำขึ้นไปสมทบ พร้อมแบ่งปันที่นั่งไปต่อในระยะทางอีกไม่ไกลที่จะถึงจุดสกัดทีชอแม แต่การเหลือเรือลำเดียวเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะใช้เรือเดินทางต่อจากนั้นไปถึงบ้านพอกะทะ ที่นัดหมายรถของเราไม่ได้เสียแล้ว
คณะของเราตัดสินใจออกเดินทางต่อในยามเริ่มพลบ หลังจากจัดการข้าวปลามื้ออร่อย อาการบาดเจ็บข้อเข่าของผู้อาวุโสดีขึ้นหลังจากผ่านสองวัน น่าจะเดินต่อจากที่นี่ไปถึงบ้านม่องค๊วะที่เป็นทางเกือบราบได้ คณะของเราตัดสินใจออกเดินทางกลางฝนพรำท่ามกลางความมืด ไม่ไกลนัก ผู้อาวุโสของเราก็บาดเจ็บเพิ่มเติมจากหนามเกี่ยวขอบตาจนเลือดไหลมาตามน้ำฝนที่หนักขึ้น ทางรกขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นทางฝนที่ไม่รถวิ่งมาหลายเดือน เส้นทางเดินรถในป่าที่เราใช้เดินเท้าอันคิดว่าจะสบายๆ สร้างปัญหาให้พวกเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดก็พากันฝ่าฟันกันมาได้ จนกระทั่งผมมาพบตัวเองยืนอยู่ข้างเขาม่องค๊วะสูงตระหง่านเหมือนยักษ์มีสองเขาเมื่อหมอกฝนจากลง นาฬิกาบอกผมว่าล่วงเที่ยงคืนมาเกือบชั่วโมง เท่ากับว่าเราเดินพาคนเจ็บผ่านฝนยามค่ำในป่าใหญ่มาเกือบเจ็ดชั่วโมง
นั่นเป็นการเดินทางที่ทรหดอดทนมากที่สุดครั้งหนึ่งของผมในป่าตะวันตก ก่อนที่จะล้มตัวนอนบนพื้นโต๊ะกินข้าว ในโรงอาหารโรงเรียน ตชด. บ้านม่องค๊วะ ก่อนที่ตอนเช้าเราจึงเดินต่อไปยังบ้านพอกะทะที่เป็นจุดนัดหมาย
ตอนนั้น ผมยังไม่รู้ว่าแผ่นกระดาษที่รวบรวมรายชื่อหมอปฏิวัติ ที่ยังอยู่ดีในย่ามหลังจากเดินทางออกจากป่าได้จะทำให้ผมต้องผูกพันงานเรื่องนี้มาอีกเจ็ดปี จนถึงปัจจุบัน และไม่รู้ว่าภารกิจนี้ยังจะยาวนานไปอีกเพียงใด
เครือข่ายหมอปฏิวัติลุ่มน้ำแม่จันกลางฤดูฝนเมื่อเจ็ดปีที่แล้ว ผมเริ่มเดินเส้นทางเดินป่าจากหน่วยพิทักษ์ป่า “กระแง่สอด” บริเวณจุดกึ่งกลางพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออกเพื่อเดินเท้าต่อไปยังหมู่บ้านแม่จันทะ ร่วมกับคณะของเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าหลังจากคณะของเราเดินทางด้วยรถกระบะขับเคลื่อนสี่ล้อมาสุดทางรถที่นี่จากต้นทางที่ทำการเขตที่เรียกชื่อเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า กะแง่คี

เดินป่าวกวนไต่ความลาดชันขึ้นลงเขา ยืดระยะเพียงสิบกว่ากิโลเมตรในแผนที่ภูมิประเทศที่ผมใช้เดินทางออกไปอีกหลายกิโลเมตร ทำให้คณะเดินทางที่เป้ข้าวของนับสิบยี่สิบกิโลกรัมใช้เวลาเกือบทั้งวันในการพากันไปถึงหน่วยพิทักษ์ป่าซ่องแป๊ะท้ายหมู่บ้านทิบาเก ที่พอข้ามห้วยแม่กลองไปก็จะถึงบ้านแม่จันทะตามจุดหมาย ผมเป็นแขกรับเชิญจากหน่วยงานภายนอกเพียงคนเดียวที่ร่วมมา ได้รับอภิสิทธิ์ไม่ต้องแบกเสบียงใดๆ และมีเพียงย่ามใหญ่ใบเดียวที่ใส่ข้าวของติดมาด้วยจึงสามารถนำตัวเองมาถึงเป้าหมายได้โดยไม่มีปัญหามากนัก แต่นั่นไม่ใช่สำหรับแขกคนสำคัญของขบวนที่เป็นข้าราชการอาวุโสวัยใกล้เกษียณอายุที่อุตสาห์รับคำชวนมาประชุมชี้แจงเรื่องข้อมูลแนวเขตที่จัดทำร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่กับชุมชนที่เพิ่งทำเสร็จในต้นฤดูฝน และเป็นพยานตามข้อตกลงที่จะอยู่ร่วมกันของชาวบ้านในป่า กับชาวป่าไม้ที่เป็นเจ้าหน้าที่อนุรักษ์ทางราชการ ท่านได้รับบาดเจ็บที่ข้อเข่าหลังจากเดินลงทางลาดชันจากภูเขามาที่หมู่บ้านที่ต้องเกร็งกระแทกหัวเข่าในระยะสี่ห้ากิโลเมตร

งานประชุมข้อมูลแนวเขตระหว่างหัวหน้าเขตและชุมชนผ่านไปอย่างราบรื่น นั่นหมายความว่าหลังจากนี้ชาวชุมชน แม่จันทะ ทิบาเก ตะละโค่ง และซ่องแป๊ะ ในกลุ่มบ้านนี้สามารถทำไร่หมุนเวียนในพื้นที่ที่ตกลงอยู่ร่วมกับเจ้าหน้าที่ป่าไม้อย่างปกติสุข หลังจากที่มีความขัดแย้งเรื่องไร่หมุนเวียน หรือ เลื่อนลอยที่มองต่างกันมายาวนาน จนกระทั่งในที่สุดเกิดข้อตกลงและมีคณะกรรมการชาวบ้านร่วมกันเดินลาดตระเวนตามแนวเขตเพื่อควบคุมพื้นที่ร่วมกัน นอกจากแจกชุดลาดตระเวนสีดำร่วมกับท่านผู้อำนวยการส่วนสัตว์ป่า ที่ได้รับบาดเจ็บแล้ว ผมก็ไม่มีงานอื่นใดที่ต้องทำอีก นอกจากตระเวนเดินเยี่ยมชาวบ้านที่รู้จักกันหลังเริ่มทำงานในพื้นที่มากว่าสองปี และจากการสนทนาระหว่างผมกับหนุ่มชาวบ้านที่คนเรียกว่า “หมอโหว่” อาสาสมัครสาธารณสุขที่เพิ่งถูกชาวบ้านส่งไปอบรมมาเป็นหมอประจำสุขศาลา ทำให้ผมได้รายชื่อ อดีตสหายปฏิวัติที่ได้ทำหน้าที่เป็นหมอและพยาบาลในสงครามเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว ที่ยังมีอยู่ในทุกหมู่บ้าน กว่าครึ่งก็ยังทำหน้าที่ช่วยเหลือคนอยู่ตามมีตามเกิดโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน และไม่มีอุปกรณ์เพิ่มเติมใดๆ นอกจากความรู้ในการแนะนำหยูกยา ทำคลอด ปฐมพยาบาล ฝังเข็ม ให้น้ำเกลือ หรือกระทั่งรักษามาเลเรีย กันอยู่ตามความรู้และบทบาทดั้งเดิม บางคนก็ถูกแต่งตั้งเป็น อสม. หรือ อาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้าน ป่าลึกมรดกโลกแห่งนี้ยังรักษาห้วงเวลาอดีตไว้จากโลกภายนอกอย่างน่าทึ่งทีเดียว

กระดาษสมุดนักเรียนที่ผมขอมา ถูกขีดเป็นตารางแยกแยะชื่อหมอ-พยาบาลปฏิวัติ หมอสมุนไพร อาสาสมัครสุขศาลารุ่นใหม่ หมอตำแย และอาสาสมัครมาเลเรีย ของชุมชนต่างๆที่เรียกว่าป็อกบ้าน ตามข้อมูลบอกเล่าของ “หมอโหว่” บุตรชายของอดีตพยาบาลในสมัยโน้นคนหนึ่งเช่นกัน รายชื่อเหล่านั้น มีทั้งชื่อภาษากะเหรี่ยง อย่างเช่น โซงเงีย หน่อโพ่ไล่ หน่อว้าย แต่ส่วนใหญ่ยังเป็นชื่อจัดตั้งในสมัยนั้น เช่น ภาราดร ท้าทาย  สุนี วินิจ สดใส หรือ ชื่อไทยๆ อย่าง มะลิ และ ป้าเตี้ย กระดาษแผ่นนั้นถูกผมพับเก็บไว้ในย่ามอย่างกระหยิ่มใจในแผนงานที่ผุดขึ้นในความคิดกลางป่า

จากอาการบาดเจ็บนั้นของข้าราชการอาวุโสที่ร่วมขบวน ทำให้ผมพบตัวเองอยู่ในขบวนเรือล่องตามลำน้ำแม่จันจากสบห้วยแม่กลองย้อนทวนน้ำขึ้นมาด้วยเรือสองลำโดยไม่ได้วางแผนไว้ล่วงหน้า เนื่องจากไม่มีทางที่จะพาผู้อาวุโสบาดเจ็บเดินกลับผ่านทางชันลาดเขาย้อนเส้นทางที่มาได้ จึงเปลี่ยนแผนเดินทางให้คณะส่วนหนึ่งรวมทั้งผม แบ่งขบวนมาเดินทางโดยเรือทวนน้ำแม่จันกลับมาอีกทางหนึ่ง มีเป้าหมายที่จะขึ้นฝั่งที่บ้านพอกะทะ และวนรถมารับจากอุ้มผางไปต่ออีกทีหนึ่ง

นั่นเป็นประสบการณ์ที่ไม่มีวันลืมในการนั่งเรือยนต์เล็กสองลำตามกันผ่านแก่งน้ำน้อยใหญ่ จากสบแม่จันทะ ผ่านบ้านเกริงโบ มายังจุดสกัดทีชอแม โชคดีมากที่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งที่ว่ายน้ำไม่เป็นขอแยกตัวเดินต่อไปยังจุดสกัดเองบนทางดินก่อนแล้ว หลังจากแว่ะกินข้าวกลางวันที่บ้านยูไนท์

ลุงเหล่าเก๊า อดีตสหายปฏิวัติผู้ผ่านการฝึกจากประเทศเวียดนาม และผู้ใหญ่บ้านคนเก่าของแม่จันทะขับเรือ สิบห้าแรงม้าพาคณะของผู้อาวุโสที่ได้รับบาดเจ็บผ่านไปได้พร้อมหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า ส่วนเรือลำผม ที่มีชายวัยกว่าห้าสิบ ทีชื่อ “หมอมะลิ” หนึ่งในอดีตหมอปฏิวัติในสงครามอุดมการณ์ครั้งโน้น เป็นคนขับไม่สามารถพาเครื่องยนต์เจ็ดแรงผ่านแก่งไปได้ ถูกน้ำพัดหัวกลับให้ไหลตามน้ำ คลื่นลูกใหญ่จากแก่งพัดน้ำเข้าท้ายเรือ จมไปถึงเอวของหมอมะลิ เมื่อผมที่นั่งกลางทำหน้าที่วิดน้ำเรือตลอดทางหันไปตามเสียง “แย่แล้วๆ” พลันผู้โดยสารหัวเรือใช้กระดานเรือแผ่นใหญ่พายจ้วงน้ำให้เรือหันเข้าฝั่ง เครื่องยนต์ที่หมอมะลิควบคุมทำหน้าที่สุดท้ายของมันในการพาเรือพุ่งเข้าหาฝั่งก่อนเรือค่อยๆจมลงพร้อมเครื่องยนต์ที่หลุดออกไป พวกเราต่างสละเรือว่ายน้ำเข้าหาฝั่ง

โชคดีที่ย่ามของผม ถูกชูขึ้นเหนือน้ำ และมันใกล้พอที่ผมจะพยุงตัวเข้าฝั่งพร้อมกับหมอมะลิ และผู้โดยสารหัวเรืออย่างปลอดภัย เรืออีกลำผ่านแก่งไปได้และจอดรออยู่ที่ฝั่งรอให้เราเดินเลียบน้ำขึ้นไปสมทบ พร้อมแบ่งปันที่นั่งไปต่อในระยะทางอีกไม่ไกลที่จะถึงจุดสกัดทีชอแม แต่การเหลือเรือลำเดียวเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะใช้เรือเดินทางต่อจากนั้นไปถึงบ้านพอกะทะ ที่นัดหมายรถของเราไม่ได้เสียแล้ว

คณะของเราตัดสินใจออกเดินทางต่อในยามเริ่มพลบ หลังจากจัดการข้าวปลามื้ออร่อย อาการบาดเจ็บข้อเข่าของผู้อาวุโสดีขึ้นหลังจากผ่านสองวัน น่าจะเดินต่อจากที่นี่ไปถึงบ้านม่องค๊วะที่เป็นทางเกือบราบได้ คณะของเราตัดสินใจออกเดินทางกลางฝนพรำท่ามกลางความมืด ไม่ไกลนัก ผู้อาวุโสของเราก็บาดเจ็บเพิ่มเติมจากหนามเกี่ยวขอบตาจนเลือดไหลมาตามน้ำฝนที่หนักขึ้น ทางรกขึ้นเรื่อยๆ เพราะเป็นทางฝนที่ไม่รถวิ่งมาหลายเดือน เส้นทางเดินรถในป่าที่เราใช้เดินเท้าอันคิดว่าจะสบายๆ สร้างปัญหาให้พวกเราเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แต่ในที่สุดก็พากันฝ่าฟันกันมาได้ จนกระทั่งผมมาพบตัวเองยืนอยู่ข้างเขาม่องค๊วะสูงตระหง่านเหมือนยักษ์มีสองเขาเมื่อหมอกฝนจากลง นาฬิกาบอกผมว่าล่วงเที่ยงคืนมาเกือบชั่วโมง เท่ากับว่าเราเดินพาคนเจ็บผ่านฝนยามค่ำในป่าใหญ่มาเกือบเจ็ดชั่วโมง

นั่นเป็นการเดินทางที่ทรหดอดทนมากที่สุดครั้งหนึ่งของผมในป่าตะวันตก ก่อนที่จะล้มตัวนอนบนพื้นโต๊ะกินข้าว ในโรงอาหารโรงเรียน ตชด. บ้านม่องค๊วะ ก่อนที่ตอนเช้าเราจึงเดินต่อไปยังบ้านพอกะทะที่เป็นจุดนัดหมาย

ตอนนั้น ผมยังไม่รู้ว่าแผ่นกระดาษที่รวบรวมรายชื่อหมอปฏิวัติ ที่ยังอยู่ดีในย่ามหลังจากเดินทางออกจากป่าได้จะทำให้ผมต้องผูกพันงานเรื่องนี้มาอีกเจ็ดปี จนถึงปัจจุบัน และไม่รู้ว่าภารกิจนี้ยังจะยาวนานไปอีกเพียงใด
 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง