• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก


เริ่มจากศูนย์

อีเมล พิมพ์ PDF
"คนอื่นเขามองว่าเราเป็นพวกบุกรุกทำลายป่า เราต้องแก้ไขและแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่าแม้พวกเราจะอพยพมาจากที่อื่น เราก็รักป่าเหมือนกัน"
ประโยคหนึ่งที่โผล่ขึ้นมากลางที่ประชุมหมู่บ้านทุ่งนางครวญ ผมในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นิ่งเงียบไป แล้วคิดทบทวนพร้อมกับชาวบ้านที่ร่วมประชุม คำถามในใจก็เกิดขึ้นว่า แล้วพวกเขาจะพิสูจน์ได้อย่างไร
บ้านทุ่งนางครวญเป็นหมู่บ้านชาวอีสานที่ย้ายมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในพื้นที่กลางป่าสมบูรณ์ ของตำบลชะแล อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ชาวบ้านนิยมปลูกพืชเชิงเดี่ยวโดยเฉพาะข้าวโพดเป็นหลัก ในช่วงเวลา ๓๐ ปี     ที่ผ่านมา ใช้พื้นที่ในการเพาะปลูกไปหลายหมื่นไร่ พร้อมการใช้สารเคมีในการบำรุงพืชเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี แต่ยิ่งนานวันเข้าผลผลิตก็ตกต่ำลง แต่ปริมาณต้นทุนกลับเพิ่มสูงขึ้น สุดท้ายชาวบ้านกลับมีหนี้สินล้นพ้นตัว และยังเคยมีผู้เสียชีวิตจากการใช้สารเคมีอีกด้วย
"ผู้ใด๋คิดฟันป่าใหม่ ทำไร่ข้าวโพด เลิกเสียเด้อ" แม่เฒ่าผู้หนึ่งเอ่ยขึ้นในวงประชุม
"เจ้าอย่างเห็นแก่ตัวเด้อ หมู่เฮามาอยู่แถวนี้ ฟ้าฝนก็ดี ยิ่งฟันป่า ฝนจะบ่มี น้ำก็จะแห้งลง"
แม่เฒ่าคนเดิมพูดให้หลายคนได้คิดถึงสิ่งนี้ แม้จะเป็นคำพูดธรรมดา แต่กลับทำให้ผมรู้สึกถึงความเป็นจริงที่มิต้องแปลเลย
"บ่ไหวแล้วพี่น้อง ปล่อยให้เป็นอย่างนี้ ลูกหลานเราซิตายเด๊"
"ถ้าไม่ฉีดยา ไม่ใส่ปุ๋ยเคมี แล้วจะเฮ้ดได้บ่อหนอ"
"เฮาต้องทดลอง"
สิ้นเสียงของผู้ใหญ่บ้าน ก็มีชาวบ้านหลายคนอาสาที่จะร่วมกันทดลอง ด้วยความตั้งใจดี คิดดีของชาวบ้าน  ทำให้คณะทำงานกองทุนเพื่อสังคม (Social Investment Project - SIF) เข้ามาสนับสนุนทั้งในด้านงบประมาณและองค์ความรู้ จึงได้เกิดการร่วมแรงร่วมใจกันสร้าง "ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติบ้านทุ่งนางครวญ" เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๔ โดยมีวัตถุประสงค์ให้เป็นสถานที่ทดลองสาธิตการทำเกษตรธรรมชาติเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับชุมชน พร้อมทั้งสนับสนุนให้ชาวบ้านหันมาทำเกษตรธรรมชาติแบบพึ่งตนเองได้
ในความคิดของเกษตรกรทั่วไป มักถูกการปฏิวัติเขียวฝังรากให้ใช้สารเคมีอย่างชุ่มโชก เพื่อเร่งผลผลิตให้มากขึ้น มันทำให้ชาวบ้านมองไม่เห็นทางออกจากสิ่งเหล่านี้ได้เลย
"เราต้องเปิดสมอง บ่งหนองความคิด คืนชีวิตให้แผ่นดิน" ด้วยคำพูดของ อ.วิวัฒน์ ศัลยกำธร แห่งโรงเรียนชาวนา ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติมาบเอื้อง ทำให้ชาวบ้านทุ่งนางครวญ ก้าวทะลุกำแพงอันสูงใหญ่ มาทำการทดลองปลูกข้าว พืชผักชนิดต่างๆ โดยการพลิกแผ่นดิน ๑๕ ไร่ ที่เลวที่สุดให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ เมื่อดินดีปลูกอะไรก็งาม จิตใจคนก็พลอยมีความสุขไปด้วย พืชผักที่ได้ก็แจกจ่ายกันกินในชุมชน
เมื่อมีข้าว มีผักกินแล้ว โจทย์ต่อมาก็คือ ข้าวโพดจะทำอย่างไรกันดี? จึงเกิดแนวความคิด ที่จะใช้ปุ๋ยหมัก  ปุ๋ยคอก มาทดแทนสารเคมี ในแปลงทดลอง เมื่อได้ดำเนินการไปปรากฏว่าผลที่ได้ดีเกินคาด ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น ต้นทุนลดลง เมื่อชาวบ้านเห็นประโยชน์กับสิ่งที่เกิดขึ้นก็เอาอย่างตามกัน ทำให้ขี้วัวขี้หมูที่เคยทิ้งขว้างไร้คนสนใจ กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามหาศาลขึ้นมาทันที ชาวบ้านรวมกลุ่มกันมาผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพที่ศูนย์ฯ เพื่อใช้กันเองในชุมชน   โดยมิต้องให้หน่วยงานไหนมารับรองคุณภาพ เพราะพวกเขาได้รับรองคุณภาพกันเองแล้ว
ล่วงมาถึง พ.ศ. ๒๕๔๖ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เข้ามาต่อยอดงาน ในขณะที่สมาชิกศูนย์กสิกรรมธรรมชาติ ได้ส่งเสริมและขยายแนวคิดไปสู่ชุมชนอื่นๆ ก็ได้มีแนวคิดเพิ่ม คือ การปลูกไผ่ เพื่อทดแทนพืชเชิงเดี่ยว เพราะไผ่จะช่วยป้องกันการพังทลายของหน้าดิน รักษาความชุ่มชื่น อีกทั้งยังให้ผลในทางเศรษฐกิจที่ไม่ต้องลงทุนมาก มีหน่อไม้ไว้กิน มีไม้ไผ่ไว้ใช้ประโยชน์ ลดพื้นที่การปลูกข้าวโพด ข้อสำคัญยังช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศได้ด้วย
ป่าชุมชนก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ชุมชนเห็นความสำคัญ ชาวชุมชนได้ช่วยกัน หมายแนวเขตป่าหัวไร่ปลายนาให้เป็นบริเวณป่าชุมชน ได้ป่าชุมชนมา ๖ ป่า (ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติลำคลองงู) หลังจากหมายแนวเขตอุทยานแล้ว ได้ช่วยกันปลูกต้นไม้เพิ่ม พร้อมทั้งยังช่วยกันดับไฟป่าตลอดมาทุกปี
สิ่งต่างๆ ที่ได้เกิดขึ้นในบ้านทุ่งนางครวญ ล้วนได้เกิดมาจากการจุดประกายความคิดเพื่อลุกขึ้นมาพิสูจน์ตัวเองให้สังคมได้เห็นว่าชาวทุ่งนาวครวญ มิใช่เป็นผู้ทำลายธรรมชาติ หากแต่เพียงขออยู่อาศัยและรักษาธรรมชาติอย่างเกื้อกูลกันตลอดไป ดังคำที่ว่า "เสืออยู่ได้ ป่าอยู่ได้ คนอยู่ได้"
ซึ่งผมก็ได้เฝ้าดูและร่วมคิด ร่วมทำกับพี่น้องชาวบ้านทุ่งฯ ในการพิสูจน์ตัวเองครั้งนี้ตลอดมา แต่จะเป็นเช่นนี้ตลอดไปหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับพี่น้องชาวทุ่งนางครวญ จะต้องเป็นผู้กำหนดเอง
(เขียนโดย พงษ์ศักดิ์ ม่วงงาม หัวหน้าภาคสนาม จังหวัดกาญจนบุรี)
"คนอื่นเขามองว่าเราเป็นพวกบุกรุกทำลายป่า เราต้องแก้ไขและแสดงให้คนอื่นๆ เห็นว่าแม้พวกเราจะอพยพมาจากที่อื่น เราก็รักป่าเหมือนกัน"
ประโยคหนึ่งที่โผล่ขึ้นมากลางที่ประชุมหมู่บ้านทุ่งนางครวญ ผมในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ภาคสนามมูลนิธิสืบนาคะเสถียร นิ่งเงียบไป แล้วคิดทบทวนพร้อมกับชาวบ้านที่ร่วมประชุม คำถามในใจก็เกิดขึ้นว่า แล้วพวกเขาจะพิสูจน์ได้อย่างไร
 


page 1 of 3

รับข่าวสาร