• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก
หน้าแรก

โครงการร่วมรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ

The WEFCOM Ecosystem Joint Conservation Project –JoMPA  “จอมป่า”

 

ความเป็นมาของโครงการ

 

“ผืนป่าตะวันตก” (Western Forest Complex-WEFCOM) เป็น คำที่ใช้เรียกพื้นที่ป่าใหญ่ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย บริเวณเทือกเขาถนนธงชัยต่อกับเทือกเขาตะนาวศรี ซึ่งมีอาณาเขตต่อเนื่องกับป่าใหญ่ในประเทศเมียนมา และเชื่อมต่อไปถึงกลุ่มป่าทางภาคเหนือและกลุ่มป่าภาคใต้ ของประเทศไทย

 

ผืน ป่าแห่งนี้ได้รับการยอมรับว่ามีพื้นที่ต่อเนื่องถึงกันกว้างใหญ่ที่สุดของประเทศ ขณะเดียวกันกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ประกาศให้เป็นพื้นที่คุ้มครองสภาพ ธรรมชาติที่ต่อเนื่องใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยมีพื้นที่อนุรักษ์ จำนวน 17 แห่ง คือเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 6 แห่ง ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง เขาสนามเพรียง ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันตก ทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก ห้วยขาแข้ง และสลักพระ

 

อุทยาน แห่งชาติ 9 แห่ง ได้แก่ อุทยานแห่งชาติคลองวังเจ้า คลองลาน แม่วงก์ พุเตย เฉลิมรัตนโกสินทร์ เขื่อนศรีนครินทร์ เอราวัณ ไทรโยค และเขาแหลม

 

พื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติ 2 แห่ง ได้แก่ พื้นที่เตรียมประกาศอุทยานแห่งชาติ ลำคลองงู และทองผาภูมิ

 

ทั้ง 17 พื้นที่นี้จะอยู่ภายใต้การกำกับดูแล และสนับสนุนการดำเนินงานจากสำนักบริหารจัดการในพื้นที่อนุรักษ์ (สำนักงานป่าไม้เขตเดิม) 3 เขต ได้แก่ สำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 บ้านโป่ง ที่ 12 นครสวรรค์ และที่ 14 ตาก

 

ผืนป่าตะวันตก มีพื้นที่รวมทั้งสิ้น 11.7 ล้านไร่ (ประมาณ 18,000 ตารางกิโลเมตร) โดยมีมรดกทางธรรมชาติของโลกอยู่ใจกลางพื้นที่ ได้แก่ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง และทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันตก และด้านตะวันออก มีพื้นที่ทางการปกครองใน 6 จังหวัด ตั้งแต่จังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี เป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญของแม่น้ำ สายหลัก 3 สาย คือ แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำแม่กลอง และแม่น้ำท่าจีน เป็นที่อยู่ของสัตว์ป่าขนาดใหญ่ เช่น ช้าง เสือ กระทิง วัวแดง สมเสร็จ ซึ่งชุกชุมที่สุดในประเทศ

 

จาก การสำรวจข้อมูลของฝ่ายส่งเสริมเครือข่ายชุมชน โครงการจัดการผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช เมื่อ พ.ศ. 2543-2544 พบว่า มีชุมชนอยู่ภายในและภายนอกที่เกี่ยวข้องกับผืนป่าตะวันตกประมาณ 400 ชุมชน เป็นชุมชนที่อยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ 100 ชุมชน ชุมชนที่ใช้ที่ดินคาบเกี่ยวกับพื้นที่อนุรักษ์ 100 ชุมชน และชุมชนที่อยู่ชิดเขตอนุรักษ์ 200 ชุมชน

 

ใน ปี 2540 กรมป่าไม้ (ปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช) เริ่มดำเนินโครงการรักษาผืนป่าตะวันตก โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรจัดตั้งกองทุนป่าตะวันตกขึ้น เพื่อหางบประมาณนำไปใช้ช่วงเตรียมความพร้อม ส่วนกรมป่าไม้ได้ตั้งคณะกรรมการชุดใหญ่      จากภาครัฐและภาคองค์กรเอกชนที่เกี่ยวข้องรวม 53 คน เพื่อร่วมวางแผนการดำเนินโครงการจัดการผืนป่าตะวันตกอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จัดอบรมเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน พิทักษ์ป่าเพื่อการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก และการสนับสนุนให้เกิดคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก ซึ่งประกอบไปด้วยตัวแทนจากภาคประชาชนในจังหวัดรอบผืนป่าตะวันตกได้เข้ามามีส่วนร่วมการดำเนินงานกับภาครัฐอย่างแท้จริง รวมถึงการระดมทุนในการทำกิจกรรมต่างๆ

 

จวบจนปี พ.ศ. 2542 รัฐบาลประเทศเดนมาร์ก (โดยกองทุน DANCED) ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณ โดยร่วมกับรัฐบาลไทยโดยกรมป่าไม้ จัดให้มีโครงการจัดการผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ (The Western Forest Complex Ecosystem Management – เรียกโดยทั่วไปว่า โครงการ WEFCOM) มีระยะเวลาดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนธันวาคมปี 2542 ถึงเมษายน 2546 โดยมี หลักการพื้นฐานของการดำเนินการ 4 ประการคือ 1) ให้ถือว่าผืนป่าตะวันตกโดยธรรมชาติเป็นป่าผืนเดียวกันทั้งผืน  2) ให้วางแผนการอนุรักษ์เป็นกรอบปฏิบัติ เดียวกันทั้งป่า 3) ต้องรักษาและคงไว้ซึ่งคุณค่าของผืนป่าตะวันตกอย่างยั่งยืน 4) เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ภายใต้หลักการที่ว่า “ป่าเป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติ” โดยจะเห็นได้ว่าโครงการดังกล่าวมีพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ทางนิเวศวิทยาและความร่วมมือจากภาคประชาชน

 

ผลการดำเนินงานในโครงการ WEFCOM ได้เกิดการริเริ่มการจัดการในภาพรวมของทั้งผืนป่า โดยเกิดกิจกรรมฝึกอบรม เกิดการสำรวจและประเมินสถานภาพทางนิเวศวิทยาผืนป่าตะวันตกทั่วทั้งพื้นที่ นำมาใช้เป็นข้อมูลในการแบ่งเขตการจัดการพื้นที่เชิงนิเวศ (ECOSYSTEM ZONNING) เป็นแผนที่ในระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์ (GIS) เกิดการส่งเสริมเครือข่ายชุมชน ในนามคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกระดับจังหวัด (กอต.) ขึ้นครบทั้ง 6 จังหวัด เมื่อโครงการ WEFCOM ใกล้จบโครงการได้มีการหารือถึงแนวทางการพัฒนาโครงการให้องค์กรพัฒนาเอกชน คือมูลนิธิสืบ นาคะเสถียรร่วมจัดทำโครงการประสานงานกับชุมชนและภาคประชาชนในการพัฒนาความ ร่วมมือ และขจัดความขัดแย้งในการจัดการทรัพยากรป่าไม้ระหว่างภาครัฐและชุมชนมากขึ้น นอกจากนี้ยังตั้งเป้าหมายที่จะทำกิจกรรมต่างๆลงลึกถึงระดับพื้นที่หมู่บ้าน ที่อยู่กลางป่าให้ได้มากที่สุด

 

 

พ.ศ. 2547–2551 มูลนิธิสืบนาคะเสถียร และ กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ได้ขอรับการสนับสนุนโครงการที่จะดำเนินงานต่อเนื่องจากโครงการ WEFCOM  โดยการดำเนินการขอรับการสนับสนุนได้ดำเนินการภายใต้โครงการความร่วมมือด้าน การพัฒนาแห่งประเทศเดนมาร์ก (DANIDA) ในโปรแกรม การจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม (Joint Management of Protected Areas : JoMPA) โดยมูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้รับดำเนินโครงการในชื่อ โครงการ ร่วมรักษาผืนป่าตะวันตกเชิงระบบนิเวศ (The WEFCOM Ecosystem Joint Conservation Project – แต่มักเรียกทั่วไปตามชื่อ โครงการ JoMPA  “จอมป่า”)

 

“การ จัดการอนุรักษ์พื้นที่เชิงระบบนิเวศ” หรือ “Ecosystem Management” เป็นการจัดการที่อยู่บนแนวคิดที่มองทุกสิ่งทุกอย่างเชื่อมโยงกัน ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ทางกายภาพ สังคม และชีวภาพ โดยมองพื้นที่อนุรักษ์ที่อยู่ใกล้กันให้อยู่ในภาพของ “กลุ่มป่าหรือผืนป่า” หรือ “Forest Complex” และยังเชื่อมโยงถึงระบบการจัดการ โดยสนับสนุนให้ชุมชนที่อยู่อาศัยรอบๆ และภายใน ผืนป่าเข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลผืนป่าด้วย เพื่อให้นโยบายการดำเนินการสอดคล้อง และก่อประโยชน์ต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้และสัตว์ป่ามากที่สุด พื้นที่ป่าในประเทศไทยมีการจัดแบ่งกลุ่มป่าที่สำคัญทั้งสิ้น 20 กลุ่มป่า แต่ละกลุ่มป่าก็อาจมีพื้นที่เชื่อมโยงกันด้วย สำหรับผืนป่าตะวันตก มีคุณลักษณะที่โดดเด่นที่สุดอยู่ 3 ประการด้วยกันคือ ศักยภาพความเป็นป่าผืนใหญ่ ตำแหน่งที่ตั้ง  อันเหมาะสมทางชีวภูมิศาสตร์ และความหลากหลายของระบบนิเวศ

 

ทั้งนี้ยังมุ่งหวังด้วยว่าการดำเนินงานในโครงการจะเป็นตัวอย่างให้เกิดความรู้ และแนวทางที่จะนำไปสู่การปรับรูปแบบการจัดการผืนป่าของประเทศต่อไป

 

การดำเนินโครงการจะดำเนินการจัดการพื้นที่คุ้มครอง (Protected Areas Management-PaM) ที่มุ่งรักษาคุณค่าและเพิ่มพูนทรัพยากรในพื้นที่โดยวิธีการใช้ประโยชน์อย่างยั่งยืน ตามแนวทางหลัก 2 ประการได้แก่ 1).การจัดการเชิงนิเวศ (Ecosystem Management- EM) และ 2).การจัดการอย่างมีส่วนร่วม (Joint Management-JM)  ที่ต้องดำเนินการไปด้วยกันอย่างเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน รวมถึงการมุ่งสู่ การขยายผล (Replication) ไปสู่พื้นที่อื่นๆ

 

หน้าที่ ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรในโครงการจะมุ่งสู่การรักษาผืนป่าผ่านกระบวนการหนุน เสริมชุมชนเป้าหมายให้มีวิถีชีวิตที่ไม่เป็นอันตรายต่อผืนป่าเป็นเป้าหมาย หลักภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง วิถีวัฒนธรรม และการสร้างแผนชุมชนพึ่งตนเอง ซึ่งทั้งหมดจะใช้กระบวนการให้เกิดการมีส่วนร่วมในทุกๆ ขั้นตอน โดยการทำงานกับชุมชนจะดำเนินการผ่านลักษณะของใช้วิทยากร กระบวนการ (Facilitator) และสร้างทีมวิทยากรทำงานในชุมชนทั้งจากเจ้าหน้าที่ของมูลนิธิ เจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯในระดับพื้นที่ และวิทยากรอาสาสมัครจากชุมชน โดยจะประสานงานเชิงนโยบายผ่านภาคีพันธมิตรหลักคือคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกระดับจังหวัด (กอต.) ซึ่งได้เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่โครงการ WEFCOM และในโครงการทางมูลนิธิจะทำหน้าที่หนุนเสริมความเข้มแข็งให้ กอต. เป็นหน้าที่หลักอีกประการหนึ่งด้วย ซึ่งตั้งเป้าหมายให้ กอต. ทั้ง 6 จังหวัดมีการทำงานที่ เข้มแข็ง เป็นระบบ และสามารถดำเนินการด้วยตัวเองได้ภายใน 2 ปี (2547-2548)

 

ในระหว่างปี 2547–2551 เบื้องต้นมูลนิธิมีชุมชนเป้าหมายในการทำงานรวม 40 ชุมชน จากชุมชนที่มีถิ่นฐานในผืนป่า 100 ชุมชน โดยแบ่งเป็นชุมชนที่จะเป็นเป้าหมายหลักหวังให้เป็น ชุมชนต้นแบบ 10 ชุมชน และชุมชนเครือข่ายอีก 30 ชุมชน แต่หลังจากการดำเนินงาน 2 ปี พบว่ามีชุมชนที่มีศักยภาพดำเนินการเป็นชุมชนเป้าหมายหลัก 18 ชุมชนและมีศักยภาพเป็นชุมชนเครือข่าย 37 ชุมชน ดังรายละเอียดในบทที่ 4

 

ในระยะยาวหลังจากสิ้นสุดโครงการแล้วหวังให้หมู่บ้านเป้าหมายสามารถดำเนินชีวิต และมีแผนจัดการพื้นที่ร่วมกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรืออุทยานแห่งชาติอย่างปกติสุข โดยมี กลไกสำคัญคือ เจ้าหน้าที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า หรืออุทยานแห่งชาติโดยความร่วมมือของคณะกรรมการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ และภาคีที่เกี่ยวข้องอื่นๆ

 

สำหรับกิจกรรมในข้ออื่นๆ ได้แก่การสร้างความเข้มแข็งให้กับคณะกรรมการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า (กสป.) คณะกรรมการอุทยานแห่งชาติ (กอช.) และองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) การเพิ่มขีดความสามารถในการสนับสนุนกิจกรรมอนุรักษ์ในผืนป่าตะวันตกแก่สำนัก บริหารพื้นที่อนุรักษ์ ทั้ง 3 แห่ง (3,12 และ 14), จัดทำแนวเขตเพื่อการจัดการและจัดวางระบบการติดตามความคงอยู่ของ ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ พัฒนาระบบติดตามผลและการลาดตระเวนให้มี ประสิทธิภาพ สำนักงานนวัตกรรมพื้นที่คุ้มครอง (Protected Area Innovation Unit – PAIU)  ซึ่งเป็นหน่วยงานของกรมอุทยานฯ ที่จัดตั้งขึ้นเป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินโครงการเป็นผู้รับผิดชอบหลัก

 

 

 

สภาพปัญหาที่มีผลกระทบต่อผืนป่าตะวันตก

 

แม้เหตุการอัตวินิบากกรรมของคุณสืบ  นาคะเสถียร เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2533 จะคงมีผลให้สังคมไทยเข้าใจความสำคัญของผืนป่าและสร้างกระแสการร่วมอนุรักษ์ ทรัพยากรธรรมชาติขึ้นอย่างมีพลังตลอดมา แต่ป่าผืนตะวันตกที่คุณสืบสละชีวิตปกป้องก็ยังคงถูกคุกคาม และมีปัญหาการลดลง  ของพื้นที่และทรัพยากรภายใน จากกระแสรุกคืบของทุนนิยมครั้งใหญ่กระตุ้นให้สังคมไทยเร่งพัฒนาประเทศบนฐาน การใช้ทรัพยากรต่างๆ โดยเฉพาะนโยบายแสวงหารายได้จากอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว การส่งเสริมเกษตรพืชเชิงเดี่ยวที่ต้องใช้พื้นที่กว้างใหญ่ รวมถึงวิธีการจัดสรรที่ดินไร้ระบบต่างๆ นานา ปัจจัยเหล่านี้ล้วนร่วมกันทำให้ป่าผืนใหญ่มีปัญหาถูกคุกคาม

 

ด้าน ใต้ผืนป่าใหญ่ในจังหวัดกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี ที่มีเนื้อที่ครึ่งหนึ่งของผืนป่าตะวันตกเป็นที่รองรับนโยบายการพัฒนาแบบโบราณ อย่างการสร้างเขื่อนขนาดใหญ่ เหมืองแร่ และการทำไม้ ต่อมาก็เป็นสมัยแห่งการท่องเที่ยวทุกรูปแบบ การพัฒนาชุมชนเมืองและการรุกรานจากรีสอร์ต ท่องเที่ยวกระจายกินผืนป่าและสายน้ำ ธุรกิจยักษ์ขายเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ยาปราบศัตรูพืชไร่และพืชสวน ที่จูงใจเกษตรกร ให้ถากถางทำไร่เพื่อให้เป็นหนี้พันธนาการกับนายทุน และระบบผูกขาดการเกษตรจากรัฐและทุนเอกชน ทำให้ป่าใหญ่เมืองกาญจน์มีสภาพโทรมทรุดเป็นบาดแผลเรื้อรังของธรรมชาติอย่าง ยาวนาน เหลือสภาพป่าสมบูรณ์เป็นหย่อมเกาะกระจายอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์ต่างๆ เช่น ป่าเต่าดำในอุทยานแห่งชาติไทรโยค ป่าบริเวณแนวชายแดนที่อุทยานแห่งชาติทองผาภูมิ ป่าใหญ่ตามแนวลำห้วยคลิตี้และลำคลองงู ยอดเขาสูงในเขตอุทยานแห่งชาติเขื่อนศรีนครินทร์ อุทยานแห่งชาติเอราวัณ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าสลักพระ แต่อย่างไรก็ตามป่าทุ่งใหญ่นเรศวรนับเป็นทรัพยากรที่ยังคงความอุดมสมบูรณ์ ที่สุดแห่งป่าเมืองกาญจน์

 

ใน ด้านเหนือ หลังจากพบแหล่งท่องเที่ยวสำคัญคือน้ำตกทีลอซูเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทำ ให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว เจตนารมณ์ที่จัดตั้งเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าถูกสั่นคลอนและไม่อาจทัดทาน การขอเปิดท่องเที่ยวจากทั่วโลก จนกรมอุทยานแห่งชาติฯ มีนโยบายจะเปลี่ยนจากเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าให้เป็นอุทยานแห่งชาติ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวได้อย่างเต็มที่ นี่ยังไม่รวมถึงการพัฒนาเส้นทางท่องเที่ยว การค้า ชายแดน และการรองรับผู้อพยพภัยสงครามจากประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนนำการขยายตัวและการพัฒนาต่างๆ เข้าสู่พื้นที่ รวมถึงการกระตุ้นให้เกิดการทำเกษตรเชิงเดี่ยวรุกผืนป่าอยู่จนทั่ว ชุมชนกะเหรี่ยงที่เคยอยู่อย่างสงบและสมถะ ต้องเปลี่ยนสภาพเป็นแรงงานเกษตรให้บริษัททุนในที่ดินทำกินของตนเองตามรอย เมืองกาญจน์เหมือนอย่างไม่ทราบบทเรียน นับเป็นบาทแผลใหม่สดของผืนป่าที่ยังไม่รู้อนาคต ในขณะเดียวกัน  ผืนป่าคลองวังเจ้า คลองลาน และแม่วงก์ ก็มีปัญหาคุกคามของการท่องเที่ยว และการทำถนนผ่านป่าหลายเส้นทาง

 

พื้นที่ ใจกลางผืนป่าตะวันตกอย่างห้วยขาแข้งและทุ่งใหญ่นเรศวร ที่ยังคงสภาพความอุดมสมบูรณ์ ก็มีผู้บุกรุกในรูปแบบของการท่องเที่ยวแบบตลุยป่าฝ่าทางวิบากเพิ่มขึ้นทุกปี กองทัพ ทุนนิยมบุกคืบทับวัฒนธรรมสงบของหมู่บ้านกะเหรี่ยง นำการเรียกร้องให้เกิดการพัฒนาและเริ่มเข้าสู่วิถีแห่งพืชไร่อุตสาหกรรม การเปิดแหล่งท่องเที่ยวใหม่ๆ แม้ปัจจุบันสภาพป่ายังคงความอุดมสมบูรณ์แต่อนาคตผืนป่ามรดกโลกใช่ว่าจะ ปลอดภัย

 

ผลการทำงานในภาพรวม

ปีที่ 1 (เมษายน 2547 - มีนาคม 2548)

 

การดำเนินงานในปีที่ 1 มีผลการดำเนินการโดยสรุปดังนี้

 

1.สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก (กอต.) ทั้ง 6 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี โดยมีเป้าหมายให้แต่ละ กอต. เกิดแผนการทำงาน โดยเฉพาะบทบาทการเชื่อมประสานระดับนโยบายภายในจังหวัด ผลการดำเนินงานในปีที่ 1 กอต. มีการจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอ 2 เดือน/ครั้ง ใน 5 จังหวัด คือ กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี สำหรับตาก มีการจัดประชุม 2 ครั้ง นครสวรรค์ มีการจัดประชุม 4 ครั้ง ส่วนเครือข่ายคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก 6 จังหวัด มีการจัดประชุมรวม 9 ครั้ง ซึ่งจากเวทีการประชุมสามารถหนุนเสริมให้เกิดกรอบการทำงานขององค์กร เพื่อใช้เป็นแนวทางการดำเนินงานของ กอต. แต่ละจังหวัด ส่วนบทบาทการเชื่อมประสานนโยบายภายในจังหวัดเป็นไปได้อย่างดี แต่การดำเนินงานต่อเนื่องกับหน่วยงานในระดับผืนป่า และระดับนโยบายส่วนกลางยังไม่สามารถกระทำได้เท่าทีควร

 

2.ศึกษา เรียนรู้และดำเนินกิจกรรมหนุนเสริมชุมชน มีเป้าหมายในปีที่ 1 มุ่งให้เกิดกระบวนการทำงานและแนวทางการทำงานจัดการทรัพยากรที่ชัดเจน 12 ชุมชน ขยายสู่ชุมชนเครือข่าย 2 ชุมชน และเริ่มจัดบุคลากรดำเนินการศึกษาข้อมูลพื้นฐานเพิ่มเติมอีก 15 ชุมชน รวมถึงสำรวจความเป็นไปได้ในการทำงานเพิ่มเติมในชุมชนอื่นๆ อีก 5 ชุมชน จากการดำเนินงานสามารถประเมินว่าเกิดกระบวนการทำงานที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมใน การจัดการพื้นที่อย่างมีส่วนร่วมแล้ว 12 ชุมชน พร้อมทั้งได้ขยายไปสู่ชุมชนเครือข่ายอีก 3 ชุมชน และได้เริ่มดำเนินกิจกรรมหนุนเสริมชุมชน การสำรวจแนวเขตการใช้ที่ดินและการจัดทำแผนชุมชนในหลายพื้นที่เกินกว่า 15 ชุมชน

 

3.เสริม สร้างบุคลากรจากภาคีให้มีความสามารถดำเนินกิจกรรมกับชุมชนในลักษณะที่เป็น วิทยากรกระบวนการ ที่มีความเป็นพันธมิตรและเครือข่ายทำงานร่วมกันอย่างน้อย 4 ทีม ซึ่งโครงการได้จัดการอบรมและร่วมสัมมนาการทำงาน รวม 5 เวที เกิดทีมวิทยากรกระบวนการทำงานในชุมชนจากเจ้าหน้าที่ภาคสนามของมูลนิธิฯ เป็นส่วนใหญ่มีภาพความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ของพื้นที่อนุรักษ์ครบทั้ง 4 ทีมในการประสานงานเบื้องต้นทำงานในพื้นที่ แต่ยังไม่สามารถจัดตั้งให้เกิดทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญได้จริง

 

ปัญหาที่พบประการสำคัญ คือกว่าที่กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชจะจัดประชุมคณะกรรมการบริหารโครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่าง มีส่วนร่วม (SSC) ก็ล่วงมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2548 (ล่าจากกำหนดเริ่มโครงการ 11 เดือน) ทำให้การสนับสนุนงบประมาณส่วนใหญ่  ไม่สามารถทำตามแผนการได้ แต่อย่างไรก็ตามทางมูลนิธิ ได้พยายามดำเนินการให้ได้มากที่สุดตามแผนการโดยเฉพาะการศึกษาข้อมูลชุมชนและ เสริมสร้างศักยภาพบุคลากร จากภาคีที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มีความพร้อมจนสามารถเร่งดำเนินกิจกรรมการหนุนเสริมชุมชน และจัดการความขัดแย้งในการใช้ทรัพยากรให้ได้ภายในเวลาดำเนินโครงการ 4 ปี

 

ปีที่ 2 (เมษายน 2548-มีนาคม 2549)

 

การดำเนินงานในปีที่ 2 มีกิจกรรมสำคัญที่ดำเนินงานต่อเนื่องดังนี้

 

1.สนับสนุนการดำเนินงานของคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก (กอต.) ทั้ง 6 จังหวัด มีเป้าหมายที่จะผลักดันองค์กรไปสู่การรับรองสถานภาพ (พัฒนาสู่องค์กรนิติบุคคล) ปีนี้ กอต. มีการจัดประชุมอย่างสม่ำเสมอ 2 เดือน/ครั้ง ใน 4 จังหวัด คือ กำแพงเพชร อุทัยธานี สุพรรณบุรี และกาญจนบุรี ส่วนตาก จัดการประชุม 1 ครั้ง นครสวรรค์ จัดการประชุมรวม 2 ครั้ง ส่วนการทำงานสามารถเชื่อมประสานนโยบายภายในจังหวัดเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แต่การดำเนินงานต่อเนื่องกับหน่วยงานในระดับผืนป่าและและระดับนโยบายส่วน กลางยังไม่สามารถกระทำได้เท่าที่ควรเช่นเดียวกับปีที่ 1 ขณะเดียวกันในปีนี้ กอต. ได้ใช้งบประมาณจากโครงการ จัดกิจกรรมขึ้นในจังหวัดดังนี้ 1) การศึกษาข้อมูลผลกระทบด้านทรัพยากรธรรมชาติบริเวณชายแดนไทย-พม่า เพื่อการบริหารจัดการของจังหวัดตากและกาญจนบุรี 2) การจัดเวทีสิ่งแวดล้อม จังหวัดนครสวรรค์ 3)การดำเนินกิจกรรมรั้ววิทยุสื่อสาร จังหวัดอุทัยธานี 4) การศึกษาข้อมูลชุมชนบริเวณอุทยานแห่งชาติพุเตยเพื่อการแก้ไขปัญหาที่ดินทำ กิน จังหวัดสุพรรบุรี นอกจากนี้เครือข่าย กอต. 6 จังหวัด ได้ร่วมกันดำเนินโครงการสร้างเครือข่ายขยายแนวร่วมกับชุมชนบริเวณแนวขอบป่า ตะวันตกโดยรับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันพัฒนาองค์กรชุมชน

 

2.กิจกรรมหนุนเสริมชุมชน ในปีนี้มีเป้าหมายให้เกิดชุมชนต้นแบบในการจัดการพื้นที่ 1 ชุมชน และมีแนวโน้มที่จะสำเร็จเกิน 50% อีก 5 ชุมชน จากชุมชนเป้าหมายหลัก 18 ชุมชน และมีศักยภาพเป็นชุมชนเครือข่าย 37 ชุมชน โดยผ่านกระบวนการหนุนเสริมชุมชนเป้าหมายให้มีวิถีชีวิตที่ไม่เป็นอันตรายต่อ ผืนป่าเป็นเป้าหมายหลักภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง มีวิถีวัฒนธรรม และการสร้างแผนชุมชนพึ่งตนเอง ซึ่งผลการ ดำเนินงานสามารถผลักดันตามกระบวนการให้ชุมชนคลิตี้ล่างเป็นชุมชนชนต้นแบบได้ ส่วนชุมชนที่มีแนวโน้มที่จะสำเร็จเกิน 50% สามารถดำเนินการได้ใน 9 ชุมชน

 

3.เสริมสร้างบุคลากรจากภาคี ให้มีความสามารถดำเนินกิจกรรมกับชุมชนในลักษณะที่เป็นวิทยากรกระบวนการ โดยมีองค์ประกอบของทีมจากชุมชน เจ้าหน้าที่อนุรักษ์ ในพื้นที่ 4 ทีม ซึ่งปีนี้โครงการได้จัดการอบรมและสัมมนาเสริมทักษะ รวม 6 เวที โดยมีการนำแกนนำจากชุมชนมาเข้ารับการอบรม เพื่อสร้างทีมวิทยากรกระบวนการที่มีองค์ประกอบจากชุมชนด้วย สำหรับการทำงานพบว่าเจ้าหน้าที่ซึ่งได้ประสานงานส่วนใหญ่ได้มีบทบาทมากขึ้น ในการทำงานร่วมกับชุมชนและสิ่งที่ดีมากคือเกิดการยอมรับแนวทางการทำงานชุมชน จากผู้บริหารพื้นที่อนุรักษ์ในหลายพื้นที่และมอบหมายงานให้เจ้าหน้าที่เข้า มีส่วนร่วมจัดทำแผนปฏิบัติงานกับโครงการ

 

ปัญหาเกี่ยวกับงบประมาณที่ต้องแก้ไขต่อไปคือ การสนับสนุนงบประมาณดำเนินงานของ กอต. 6 จังหวัด สิ้นสุดลงในปีที่ 2 ทำให้การจัดประชุมและการดำเนินกิจกรรมขาดความต่อเนื่อง ทั้งการจัดตั้งเป็นองค์กรนิติบุคคลของเครือข่าย กอต. ยังไม่แล้วเสร็จ จึงมีความจำเป็นที่ต้องเสนอโครงการเพื่อขอรับการสนับสนุนต่อไปอีก 2 ปี ส่วนการดำเนินกิจกรรมหนุนเสริมชุมชน การหมายแนวเขต และการจัดทำแผนการจัดการของชุมชน ยังขาดนโยบายปฏิบัติที่ชัดเจนที่จะให้เจ้าหน้าที่อนุรักษ์ถือไปปฏิบัติ การดำเนินงานที่ผ่านมาจึงเป็นการเชื่อมประสานการดำเนินงานภายในระดับพื้นที่ อนุรักษ์เป็นหลัก



ป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF

"หลักประกันในการที่จะรักษาพันธุ์ของต้นไม้ พืช และสัตว์ป่าไว้ได้ จำเป็นต้องอาศัยพื้นที่ป่าอนุรักษ์ขนาดใหญ่ที่มีความต่อเนื่อง มิใช่มีหลายแห่งแต่กระจัดกระจายเป็นหย่อมเล็กหย่อมน้อย เหมือนเกาะที่อยู่กลางมหาสมุทรที่ขาดการเชื่อมโยงติดต่อกัน"

jompamap

 



รับข่าวสาร