• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
หน้าแรก

น้ำทะเลหนุนสูงในอัตราที่เร็วที่สุดในระยะเวลา 28 ศตวรรษที่ผ่านมา

อีเมล พิมพ์ PDF

น้ำท่วมความเลวร้ายของภาวะน้ำท่วมในชุมชนชายฝั่งของสหรัฐอเมริกาส่วนใหญ่เป็นผลมาจากก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ ของมนุษย์ และปัญหาจะใหญ่ขึ้นอย่างเลวร้ายในอีก 10 ปีข้างหน้า


การปล่อยก๊าซเหล่านี้โดยพื้นฐานเกิดจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำในมหาสมุทรหนุนสูงในอัตราที่เร็วที่สุดอย่างน้อยตั้งแต่ครั้งการสร้างอาณาจักรโรมันเป็นต้นมา นักวิทยาศาสตร์กล่าว โดยเสริมว่าเมื่อไร้ซึ่งการปล่อยก๊าซโดยมนุษย์ พื้นผิวน้ำในมหาสมุทรจะเพิ่มหากแต่ช้ากว่าและอาจลดลงก็เป็นได้

การเกิดน้ำท่วมเป็นเรื่องปกติมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งทำให้ชีวิตผู้คนต้องยากลำบากในสถานที่อย่าง ชายหาดไมอามี่ เมืองชาร์ลสตัน มลรัฐแคโรไลน่าใต้ และนอร์ฟอร์ก รัฐเวอร์จิเนีย เรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้แม้กระทั่งในวันที่แสงอาทิตย์สาดแสงแจดจ้าก็ตาม

แม้ว่าชนิดของภาวะน้ำท่วมมักทำให้น้ำเค็มสูงขึ้นหนึ่งหรือสองฟุตก็ตาม หากแต่มันสามารถทำให้ผู้คนหลายชีวิตในเมืองต่างๆ ต้องเดือดร้อน ด้วยการทำลายสนามหญ้าและต้นไม้ กีดขวางถนนในละแวกบ้าน สร้างมลภาวะให้กับน้ำสะอาด

เหตุการณ์เหล่านี้นับเป็นกรณีตัวอย่างของการสืบข่าวเกี่ยวกับความเสียหายที่กำลังคืบคลานเข้ามา

เราเชื่อว่าเราจำเป็นต้องมีหนทางใหม่ในการคิดคำนึงเกี่ยวกับภาวะน้ำท่วมแถบแนวชายฝั่งส่วนใหญ่เบนจามิน เอช สเตร้าซ์ ผู้กำลังศึกษาปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นกล่าว มันไม่ได้เป็นเรื่องของกระแสน้ำหรือกระแสลม แต่มันคือพวกเรากันเอง สิ่งนี้คือความจริงสำหรับภาวะน้ำท่วมตามเขตแนวฝั่งส่วนใหญ่ที่เรามีประสบการณ์ผ่านมา

นักวิทยาศาสตร์คำนวณระดับน้ำทะเลอีกครั้ง ตามช่วงเวลาต่างๆ และยืนยันว่าน้ำทะลจะหนุนสูงขึ้นเร็วกว่าช่วงเวลาใดๆ ในรอบ 28 ศตวรรษด้วยอัตราที่เพิ่มขึ้นอย่างรุนแรงในช่วง 100 ปีที่ผ่านมาส่วนใหญ่เป็นเพราะภาวะอากาศอุ่นที่บรรดานักวิทยาศาสตร์กล่าวว่ามักเป็นสาเหตุจากการปล่อยก๊าซของมนุษย์

นักวิทยาศาสตร์ยังยืนยันถึงการพยากรณ์ก่อนหน้าที่ว่าหากการปล่อยก๊าซยังคงดำเนินต่อไปในอัตราสูงขึ้นเรื่อยๆ ในอีก 20-30 ปีข้างหน้า น้ำในมหาสมุทรจะสูงถึง 3-4 ฟุตภายในปี 2100

ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า สถานการณ์อาจบานปลายในศตวรรษที่ 22 และหลังจากนั้น ซึ่งน่าจะเกิดการจมเมืองใหญ่ๆ ตามแนวชายฝั่งหลายเมือง

ข้อค้นพบเหล่านี้ยังระบุว่าสภาพอากาศอันคงที่ซึ่งอารยธรรมของมนุษย์ได้เฟื่องฟูนับเป็นเวลาพันๆ ปีที่ผ่านมา จากการที่ระดับน้ำในมหาสมุทรเป็นที่คาดการณ์ได้เป็นอย่างมาก จนทำให้เกิดการเติบโตของเมืองใหญ่ๆ ตามแนวชายฝั่งหลายแห่งนั้นกำลังมาสู่จุดจบแล้ว

เราคิดว่าเราน่าจะมั่นใจได้แล้วว่า ระดับน้ำทะเลหนุนสูงจะยังคงดำเนินต่อไปหากมีภาวะอากาศอุ่นขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้สเตฟาน รามสตอร์ฟกล่าว ผู้เป็นศาสตราจารย์ด้านฟิสิกส์ท้องมหาสมุทรที่สถาบัน Postdam Institute for Climate Impact Research ประเทศเยอรมันนี และเป็นผู้ประพันธ์ร่วมของงานตีพิมพ์ฉบับหนึ่ง published ออนไลน์ โดยวารสารอเมริกัน Proceedings of the National Academy of Sciences

ในรายงานที่เขียนขึ้นเพื่อเสริมงานตีพิมพ์ด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัยเรื่องสภาพอากาศและการสื่อสารองค์กรในพริ้นซ์ตัน นิวเจอร์ซี่ ศูนย์กลางสภาพอากาศได้ใช้ข้อค้นพบใหม่เพื่อคำนวณ โดยประมาณการแล้วสามในสี่ส่วนของระยะเวลาที่น้ำท่วมปัจจุบันนี้ซึ่งเกิดขึ้นในเมืองตามแนวชายฝั่งตะวันออกนั้น จะไม่เกิดขึ้นหากไร้ซึ่งการหนุนของระดับน้ำทะเลสืบเนื่องจากการปล่อยก๊าซของมนุษย์

ผู้เขียนหลักของรายงานคือ ดร. สเตร้าซ์ กล่าวว่า ทั่วโลกก็น่าจะเป็นเช่นนี้เหมือนกันด้วย เช่น ภายในชุมชนชายฝั่งทุกๆ ที่จะมีการเพิ่มขึ้นของภาวะน้ำท่วมจากน้ำทะเลเค็มในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

น้ำท่วม

การหนุนของระดับน้ำทะเลมีผลเพียงเล็กน้อยต่อคลื่นพายุซัดฝั่งด้วยอำนาจทำลายล้างขนาดใหญ่ที่มาพร้อมพายุเฮอริเคนอย่าง Katrina และ Sandy หากว่ากันตามสัดส่วนแล้ว การหนุนของระดับน้ำทะเลจะมีผลมากกว่าในภาวะน้ำท่วมซึ่งอาจมาพร้อมกับกระแสน้ำแบบ King Tides

การเปลี่ยนแปลงด้านความถี่ของกระแสน้ำเหล่านี้เป็นที่น่าให้ความสนใจ เช่น ระหว่างปี 1955-1964 ที่แอนนาโปลิส รัฐแมรี่แลนด์ เครื่องมือวัดกระแสน้ำสามารถวัดภาวะน้ำท่วมรวมทั้งสิ้น 32 วัน แต่จากปี 2005-2014 กระโดดขึ้นเป็นจำนวน 394 วัน

จำนวนวันของการที่น้ำท่วมในเมืองชาร์ลสตันกระโดดจาก 34 วันในทศวรรษก่อนหน้าเป็น 219 วันเมื่อไม่นานมานี้ และในคีย์เวสต์ รัฐฟลอริด้า ตัวเลขกระโดดจากการไม่มีวันที่น้ำท่วมในทศวรรษก่อนหน้าเป็น 32 วันเมื่อไม่นานมานี้ เป็นต้น

งานวิจัยฉบับใหม่ซึ่งนำทีมโดยโรเบิร์ต อี คอปป์ แห่ง Rutgers University ผู้ได้รับความเคารพจากเพื่อนๆ ร่วมงานของเขา โรเบิร์ต อี คอปป์ ได้นำเทคนิคด้านสถิติอย่างละเอียดมาพิจารณาปัญหาที่มีมายาวนาน คล้ายๆ กับการทำความเข้าใจประวัติศาสตร์ของระดับน้ำทะเลทั่วทั้งโลก

บรรดานักวิทยาศาสตร์ต่างทราบดีว่า ระดับน้ำทะเลได้หนุนสูงอย่างรุนแรงเกือบ 400 ฟุตช่วงปลายของยุคน้ำแข็ง อันเป็นเหตุให้ชายฝั่งทะเลหลายแห่งต้องเว้าลึกเข้าไปนับร้อยๆ ไมล์ พวกเขายังทราบด้วยว่า ระดับน้ำทะเลเริ่มคงที่แล้ว เหมือนกับสภาพอากาศในช่วงหลายพันปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นระยะเวลาที่อารยธรรมของมนุษย์เจริญเติบโต

หากแต่ด้วยการแปรเปลี่ยนเพียงเล็กน้อยของสภาพอากาศและระดับน้ำทะเลในช่วงเวลาดังกล่าว และงานตีพิมพ์ชิ้นใหม่พยายามอย่างยิ่งยวดในการอธิบายสิ่งเหล่านี้

งานตีพิมพ์แสดงให้เห็นว่า มหาสมุทรจะอ่อนไหวอย่างมากต่อการแปรปรวนเพียงเล็กน้อยในอุณหภูมิของโลก นักวิจัยหลายรายพบว่า เมื่ออุณหภูมิของโลกโดยเฉลี่ยลดลงหนึ่งส่วนสามขององศาฟาเรนไฮท์ ในยุคกลาง ผิวน้ำในมหาสมุทรจะลดลงราว 3 นิ้วในระยะเวลา 400 ปี แต่เมื่อสภาพอากาศอุ่นขึ้นเพียงเล็กน้อย แนวโน้มนั้นกลับพลิกขั้ว

วิชาฟิสิกส์บอกกับเราว่า การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลและของอุณหภูมิควรไปด้วยกันดร. คอปป์กล่าวรายงานด้านธรณีวิทยาใหม่ยืนยันสิ่งนี้

ในศตวรรษที่ 19 เมื่อเกิดมีการปฏิวัติอุตสาหกรรม ระดับน้ำในมหาสมุทรเริ่มสูงขึ้นทันทีโดยสูงขึ้นราว 8 นิ้ว ตั้งแต่ปี 1880 อาจฟังดูว่าเป็นเรื่องเล็กน้อย หากแต่เป็นเหตุให้เกิดการกัดเซาะอย่างกว้างขวางทั่วโลก ซึ่งมีมูลค่าความเสียหายนับหลายพันล้านเหรียญ

จากการปล่อยก๊าซโดยมนุษย์ อุณหภูมิทั่วโลกกระโดดสูงขึ้นประมาณ 1.8 องศาฟาเรนไฮท์ตั้งแต่ศษวรรตที่ 19 ระดับน้ำทะเลหนุนสูงในอัตราเร่ง โดยล่าสุดขึ้นสูงประมาณหนึ่งฟุตต่อศตวรรษแล้ว

หนึ่งในผู้เขียนงานตีพิมพ์ฉบับใหม่หรือ ดร. รามสตอร์ฟ นั้น ได้ตีพิมพ์ประมาณการซึ่งระบุว่าน้ำทะเลจะหนุนสูงประมาณ 5-6 ฟุตภายในปี 2100 หากแต่ด้วยการคำนวณที่ดีขึ้นในงานตีพิมพ์ฉบับใหม่นี้ ค่าประมาณการ ที่เขากล่าวถึงคือ 3-4 ฟุต

สิ่งนี้หมายความว่า การพยากรณ์ของ ดร. รามสตอร์ฟเข้ากันได้กับการคำนวณต่างๆ ซึ่งถูกตีพิมพ์ในปี 2013 โดย Intergovernmental Panel ด้านการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ซึ่งเป็นองค์กรขององค์การสหประชาชาติที่ทำการทบทวนและสรุปการวิจัยเกี่ยวกับสภาพอากาศเป็นระยะๆ โดย Panel ดังกล่าวพบว่า การปล่อยก๊าซอย่างต่อเนื่องที่สูงขึ้นอาจทำให้เกิดการหนุนสูงของน้ำทะเลที่ 1.7-3.2 ฟุตตลอดศตวรรษที่ 21 นี้

ในการให้สัมภาณ์ ดร. รามสตอร์ฟ กล่าวว่า การหนุนสูงจะก้าวสู่ระดับ 5 ฟุตและมากกว่าอีกมากในท้ายที่สุดคำถามเดียวที่มีคือสิ่งนี้จะใช้เวลานานเท่าใด บรรดานักวิทยาศาสตร์กล่าวว่า ในการเจรจาที่กรุงปารีสยังไม่ได้สร้างแรงจูงใจมากเพียงพอในอันที่จะป้องกันการละลายของน้ำแข็งในเขตกรีนแลนด์และบริเวณขั้วโลกใต้ แม้ว่าจะลงมือปฏิบัติจริงอย่างเต็มพิกัดก็ตาม อย่างมากก็เป็นเพียงการชะลอความเร็วลงเท่านั้น

น้ำแข็งก็จะละลายเร็วขึ้นเมื่ออุณหภูมิอุ่นขึ้นดร. รามสตอร์ฟ กล่าวสิ่งนี้คือฟิสิกส์ขั้นพื้นฐานเท่านั้น

แหล่งที่มา http://www.nytimes.com/2016/02/23/science/sea-level-rise-global-warming-climate-change.html?rref=collection%2Fsectioncollection%2Fearth&action=click&contentCollection=earth&region=rank&module=package&version
=highlights&contentPlacement=1&pgtype=sectionfront,%20accessed%20on%2027%20February%202016&_r=0
, accessed on 27 February 2016.
เวอร์ชั่นของบทความนี้ปรากฏในสิ่งพิมพ์กระดาษเมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2016 หน้า A1 ของ New York edition ภายใต้หัวข้อข่าว Greenhouse Gas Linked to Floods Along U.S. Coasts. Order Reprints/Today’s Paper/Subscribe
ผู้เรียบเรียง Prathurng Hongsranagon, Associate Professor, Ph.D., M.P.H

 

 

รับข่าวสาร


บทความที่เกี่ยวข้อง