• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/799907foresttotown.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/897014nodam.jpg
  • 0
  • 1

ร่วมรักษาป่าใหญ่กับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรผ่าน TrueMoney Wallet

อีเมล พิมพ์ PDF
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพิ่มช่องทางสมทบทุนการทำงานรักษาผืนป่าสัตว์ป่าผ่าน แอพพลิเคชั่น “ทรูมันนี่ วอลเล็ท”
เมื่อวันที่ 13 ธันวาคมที่ผ่านมา มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ร่วมงานเปิดตัวโครงการ “ทำดีง่ายๆ” ผ่านแอพพลิเคชั่น “ทรูมันนี่ วอลเล็ท” เพิ่มความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้มือถือทุกค่าย สามารถร่วมบริจาคให้กับมูลนิธิสืบนาคะเสถียรและอีก 9 องค์กรการกุศล มีคุณปุณณมาศ วิจิตรกุลวงศา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด เป็นประธานในงานแถลงข่าวเปิดตัวโครงการดังกล่าว ร่วมกับตัวแทนจาก 10 องค์การการกุศล
โดยโครงการ “ทำดีง่ายๆ”  จะช่วยให้การบริจาคทำได้สะดวก ง่าย ไม่จำกัดเครือข่าย ไม่มีค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม เพียงแค่มีแอพพลิเคชั่น TrueMoney Wallet ก็สามารถบริจาคเงินแก่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรและองค์กรที่ร่วมรายการได้ทันที
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรขอขอบคุณ บริษัท ทรู มันนี่ จำกัด ที่ได้เล็งเห็นความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเลือกมูลนิธิสืบนาคะเสถียรให้เป็นหนึ่งในองค์การกุศลในการรับบริจาคผ่านแอพพลิเคชั่น TrueMoney Wallet ในครั้งนี้
ผู้ใช้งาน TrueMoney Wallet สามารถบริจาคได้ทุกมูลนิธิ ทุกที่ ทุกเวลา ผ่านทุกเครือข่ายโทรศัพท์มือถือ และไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม โดยเข้าหน้าแอปพลิเคชั่น TrueMoney Wallet กดปุ่ม บริจาคเพื่อการกุศล เลือก ดูมูลนิธิทั้งหมด จะปรากฎรายชื่อมูลนิธิที่เข้าร่วมโครงการ จากนั้นกดเลือกมูลนิธิที่ต้องการบริจาคเงิน กรอกหมายเลขโทรศัพท์ และยอดเงินที่ต้องการบริจาค เลือกช่องทางการชำระเงิน กดยืนยันและใส่รหัส OTP ( 6 หลัก ) ที่ได้รับจาก SMS ผู้ใช้งานจะได้รับข้อความยืนยันการบริจาคสำเร็จ พร้อมทั้งสามารถบันทึกใบเสร็จรับเงินได้ทันที
สำหรับขั้นตอนการสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ผ่านแอพพลิเคชั่น TrueMoney Wallet สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.truemoney.com/donation/
trueมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เพิ่มช่องทางสมทบทุนการทำงานรักษาผืนป่าสัตว์ป่าผ่าน แอพพลิเคชั่น “ทรูมันนี่ วอลเล็ท”
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 26 กองทุนและแหล่งทุน

อีเมล พิมพ์ PDF
นับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินการจัดตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อรักษาผืนป่า สัตว์ป่า ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนนั้นๆ หรืออาจกล่าวได้ว่ากองทุนต่างๆ ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรนั้นคือแหล่งทุนที่ใช้ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุนนั้นๆ มูลนิธิมีทุนและกองทุนหลักๆ ดังนี้
ทุนมูลนิธิสืบนะคะเสถียร เป็นทุนประเดิมเมื่อก่อนตั้ง มูลนิธิสืบฯ ระดมทุนเมื่อปี พ.ศ. 2533 มีอยู่ 16.5 ล้านบาทและสะสมเพิ่มเติมในปีต่อๆ มา เป็นเงินที่ใช้ได้เฉพาะดอกผล รวมเป็นเงิน 20 ล้านบาท
ปัจจุบันได้ซื้อพันธบัตรรัฐบาลไว้ 10 ล้านบาท เมื่อปี พ.ศ. 2558 ได้นำมาซื้ออาคารสำนักงานถาวรมูลนิธิ ที่ถนนติวานนท์ ใกล้สี่แยกแคราย นนทบุรี รวมราคาที่ดิน พร้อมอาคารและค่าบูรณะตกแต่ง 10.5 ล้านบาท
สำหรับการดำเนินงานที่ มูลนิธิใช้เงินจากกองทุนต่างๆ ต่อไปนี้
1. กองทุนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร เป็นกองทุนหลักที่ใช้ในการบริหารจัดการมูลนิธิ ตามแผนปฏิบัติการประจำปี ทั้งในด้านงานวิชาการ งานเฝ้าระวังภัยคุกคามผืนป่า สัตว์ป่า คัดค้านกิจกรรม นโยบาย กฎหมาย ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม งานสื่อสาร งานอนุรักษ์ และประโยชน์ที่มหาชนจะได้รับจากการอนุรักษ์ผืนป่า สัตว์ป่า งานพัฒนาระบบรายได้ รวมถึงการบริหารจัดการองค์กร ทั้งในการจัดการภายใน งานบุคลากร วัสดุ อุปกรณ์ ยานพาหนะ ฯลฯ
2. กองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า เป็นกองทุนแรกที่มูลนิธิสืบฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2533 เพื่อสืบสานความตั้งใจของคุณสืบ นาคะเสถียร ที่ได้ริเริ่มไว้ตั้งแต่ยังไม่เสียสละชีวิต วัตถุประสงค์ของกองทุน เพื่อช่วยเหลือผู้ทำหน้าที่พิทักษ์ป่า ของกรมอุทยานฯ ตั้งแต่ลูกจ้างชั่วคราวขึ้นไป ที่บาดเจ็บหรือเสียชีวิตจากการป้องกันรักษาป่า และสัตว์ป่า จะได้รับเงินช่วยเหลือ รวมถึงให้ทุนการศึกษาบุตรธิดาเจ้าหน้าที่ สามารถย้อนกลับไปอ่านรายละเอียดได้ในบทที่กล่าวถึง สืบ นาคะเสถียรกับผู้พิทักษ์ป่า
3. กองทุนสัตว์ป่า เป็นกองทุนเพื่อการค้นคว้า ศึกษาวิจัย ข้อมูลพื้นฐาน พันธุ์พืช พันธ์สัตว์ เป็นต้น งานวิจัยระบบนิเวศเสือโคร่ง งานศึกษาเสือเพื่อป่าไทย รวมไปถึงสนับสนุนให้ความสะดวกในการทำงานศึกษาวิจัย เช่น สนับสนุนการสร้างอาคารเก็บเขา และกระดูกสัตว์ป่า ที่สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ เป็นต้น
4. กองทุนอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก เป็นกองทุนเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานประสานความร่วมมือระหว่างหน่วยงานราชการ องค์กรท้องถิ่น ประชาคม จังหวัดในการบริหารจัดการกลุ่มป่าตะวันตกซึ่งเป็นกลุ่มป่าขนาดใหญ่ที่สุดของประเทศไทย ประกอบด้วยเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า และอุทยานแห่งชาติ 17 แห่ง ให้รักษาระบบนิเวศดั้งเดิม เพื่อเป็นแหล่งค้าคว้าความรู้ความหลากหลายทางชีวภาพ ตลอดจนเป็นตัวอย่างการจัดการป่าคุ้มครองอย่างมีส่วนร่วม เป็นต้นแบบของการจัดการกลุ่มป่าอื่นของประเทศ
กองทุนนี้เดิมทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินการต่างๆ ของคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกต่อมาเป็นกองทุนที่ได้รับการสนับสนุนจากโครงการ WEFCOM เพื่องานฝึกอบรมของโครงการ และตั้งแต่ปีพ.ศ.2547 จนถึงปี พ.ศ.2557 เป็นคงการ JOMPA I และ JOMPA II
จากปีพ.ศ. 2558 เป็นต้นมาได้เปลี่ยนชื่อโครงการเป็นโครงการพัฒนาระบบงานอนุรักษ์และวิสาหกิจชุมชน ระยะเวลาของโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2558 ไปจนถึง พ.ศ. 2562 โดยยังคงทำงานอยู่ในผืนป่าตะวันตกเช่นเดิม แต่ขยายพื้นที่ทำงานจากป่าอนุรักษ์ 12 ล้าน ไร่ออกไปยังป่าสงวนแห่งชาติโดยรอบ รวมพื้นที่ทำงานในวันที่ คือร่วมดูแลพื้นที่ทั้งหมด 20 ล้านไร่
5. กองทุนอนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร ก่อตั้งเมื่อเดือนตุลาคม 2535 ผู้ดำริให้ก่อตั้งและเราเป็นประธานหาทุนเข้ากองทุนคือคุณศรีพัชรินทร์ ธำรงราชภัฎ (นาคะเสถียร) กรรมการมูลนิธิในฐานะตัวแทนสายสกุล นาคะเสถียร คุณศรีพัชรินทร์ และคณะได้จัดทำและจำหน่ายหนังสือ Diary “ทุ่งใหญ่-ห้วยขาแข้ง มรดกโลก มรดกไทย” เพื่อเป็นที่ระลึกถึงคุณสืบฯ และได้นำรายได้ส่งเข้ากองทุน หรือใช้ในกิจกรรมต่างๆ ในการจัดสร้างและซ่อมแซมอนุสรณ์สถาน
6 กองทุนและโครงการเฉพาะกิจ นอกจากกองทุนที่กล่าวมาแล้วในบทนี้มูลนิธิยังมีงานในรูปแบบกองทุนย่อย และโครงการเฉพาะกิจอีกมากมาย เป็นต้นว่า กองทุนเวชภัณฑ์แม่จัน เพื่อจัดประชุมให้กับกลุ่มหมอปฏิวัติในพื้นที่ลุ่มน้ำแม่จัน ที่อาศัยอยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรด้านตะวันออก กองทุนผืนป่าตะวันตกมรดกโลก สนับสนุนงบประมาณส่วนที่รัฐมิได้จัดให้แก่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ทุ่งใหญ่ตะวันตกและทุ่งใหญ่ตะวันออก ผู้สนับสนุนทุน คือ มูลนิธิอุทยานแห่งชาติเขาใหญ่
โครงการสร้างปราการทางน้ำองค์ทั่ง เพื่อสกัดตามลำน้ำแม่กลอง มิให้มีการนำเรือขึ้นไปล่าสัตว์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, ทุ่งใหญ่นเรศวร ได้รับการสนับสนุนทุนจากการระดมทุนจากสาธารณะชน โครงการสำหรับสร้างจุดสกัดพะบ่ง หน่วยพิทักษ์ป่าชั่วคราวเพื่อป้องกันมิให้มีการรุกป่า ล่าสัตว์ ที่หมู่บ้านกองม่องทะ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่ตะวันตก ได้รับการสนับสนุนทุนหลักจาก มูลนิธิป่าเขตร้อนและจากการระดมทุนจากสาธารณชน
กองทุนสำหรับโครงการจัดทำนิทรรศการที่อาคารนิทรรศการ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่อาคารสร้างเสร็จหลายปีแล้วยังขาดนิทรรศการ ผู้สนับสนุน คือ ธนาคารไทยพาณิชย์
และยังมีทุนอื่นๆ อีกจำนวนมากในตลอดระยะเวลา 27 ปีที่ผ่านมา ปัจจุบันบางกองทุนยกเลิกไปแล้ว แต่บางกองทุนก็ยังดำเนินการอยู่
มาถึงตรงนี้เชื่อว่าหลายคนคงมีคำถามถึงที่มาของทุนเหล่านั้น และอีกหลากหลายคำถามที่เกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่างๆ ต่อข้อสงสัยดังกล่าวจะขออธิบายไว้ในบทนี้
มูลนิธิสืบนาคะเสถียร มีสถานะเป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร ฉะนั้น เงินทุนในการทำงาน จึงมาจากการขอรับบริจาคเป็นช่องทางหลัก ทั้งในส่วนของเงินทำงานโครงการต่างๆ เงินเดือนของเจ้าหน้าที่ รวมถึงค่าใช้จ่ายในสำนักงาน ซึ่งการที่ต้องมีแหล่งทุน มาสนับสนุนการดำเนินงานของมูลนิธิฯ เป็นความจำเป็นยิ่ง การที่มูลนิธิฯ สามารถทำงานอนุรักษ์ผืนป่าสัตว์ป่า และแหล่งธรรมชาติต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบันมีผลงานเป็นที่ประจักษ์ และเห็นด้วยต่อสิ่งที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินงานมา ก็เพราะทุนที่ได้ล้วนมาจากการสนับสนุนของท่านทั้งหลาย รวมถึงผู้ที่กำลังอ่านหนังสือ 27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร เล่มนี้ก็คือส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการทำงานของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรเช่นกัน
เมื่อพูดถึงที่มาของแหล่งทุน อาจกล่าวได้ว่า ด้วยความศรัทธาในความเสียสละของคุณสืบ นาคะเสถียร และความต้องการอนุรักษ์ผืนป่าและสัตว์ป่าให้ยังคงดำรงอยู่ไว้เป็นสมบัติของเราทุกคน ท่านทั้งหลายจึงบริจาคทุนทรัพย์ให้มูลนิธิสืบนาคะเสถียรทำงาน คณะกรรมการมูลนิธิ เจ้าหน้าที่ และพันธมิตรที่ร่วมทำงาน เป็นเพียงคณะบุคคลหรือตัวแทนที่ทำหน้าที่ให้เจตนารมณ์ของทุกท่านบรรลุวัตถุประสงค์
สำหรับแหล่งทุนของมูลนิธิสืบฯ ที่ใช้ทำงานมาจนถึงทุกวันนี้นั้นสามารถแบ่งออกได้เป็นสองส่วนหลัก คือ แหล่งทุนประเดิมและแหล่งทุนดำเนินงาน แหล่งทุนประเดิมนั้นอยู่ในชื่อ “ทุนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร” ได้มาเมื่อแรกเริ่มก่อตั้งมูลนิธิฯ พ.ศ. 2533 ส่วนแหล่งทุนดำเนินการได้มาจากการระดมทุน การจำหน่ายของที่ระลึก การสนับสนุนจากผู้ประกอบการ บริษัท ห้างร้าน และหน่วยงานต่างๆ ในโครงการหรือเฉพาะกิจกรรม
ซึ่งที่มาของทุนที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรใช้ดำเนินการมาจนถึงปัจจุบันนั้นมีอยู่ว่า เมื่อก่อตั้งมูลนิธิฯ เมื่อ 18 กันยายน 2533 สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชีนีนาถ ได้พระราชทานพระราชทรัพย์ จำนวน 2,448,540 บาท และพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้พระทานพระราชทรัพย์ให้อีก 100,000 บาท เป็นกองทุนแรกเริ่ม ซึ่งพระมหากรุณาธิคุณและพระกรุณาธิคุณนี้ คณะกรรมการมูลนิธิจักน้อมรำลึกไว้เหนือเกล้าเหนือกระหม่อมตลอดไป
นอกจากพระราชทรัพย์ที่ได้รับมานั้น ในแรกเริ่มตั้งมูลนิธิฯ ยังได้รับความอนุเคราะห์จาก ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี พลเอกชาติชาย ชุณหวัณ เป็นเจ้าภาพจัดงานระดมทุนร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติ กรมป่าไม้ และไทยทีวีสีช่อง 3 จัดรายการพิเศษทางโทรทัศน์เพื่อรับบริจาคสมทบทุนให้แก่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรจากประชาชนทั่วไป จากกิจกรรมนี้ เมื่อรวมกับเงินพระราชทานแล้วมีรายได้เป็นทุนประเดิมก่อตั้งมูลนิธิ 16.5 ล้านบาท
สำหรับแหล่งทุนดำเนินการ ที่ใช้ตามแผนงานของมูลนิธิฯ เกิดจากการหาเงินเข้ากองทุนต่างๆ ดังที่ได้ยกตัวอย่างไปเช่น กองทุนมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กองทุนเพื่อผู้พิทักษ์ป่า กองทุนสัตว์ป่า กองทุนอนุสรณ์สถาน กองทุนอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก รวมถึง โครงการเฉพาะกิจ เช่น โครงการรำลึก สืบ นาคะเสถียร ในวันที่ 1 กันยายน ของทุกปี โครงการก่อสร้างจุดสกัดให้แก่หน่วยพิทักษ์ป่า ในพื้นที่ต่างๆ เป็นต้น
ในส่วนนี้มูลนิธิได้ดำเนินหาแหล่งทุนทำงานมาจากด้านต่างๆ สามารถแจกแจงได้เป็นด้านใหญ่ๆ ได้แก่
จากการจำหน่ายสินค้าที่ระลึก เริ่มจากเสื้อยืดลายต่างๆ (ที่ขายดีคือ เสื้อยืดภาพหน้าคุณสืบ นาคะเสถียร) ภายหลังก็ได้พัฒนาสินค้าที่ระลึกออกมาหลายรูปแบบ ก็อาศัยจำหน่ายตามกิจกรรมต่างๆ ที่มูลนิธิจัดหรือได้รับเชิญไปร่วมทำกิจกรรม ภายหลังก็พัฒนามาเป็นระบบออนไลน์ให้ผู้สนใจสามารถสั่งซื้อได้ทางเว็บไซต์และโซเชี่ยลมีเดีย
การขอรับบริจาคโดยตรง ซึ่งก็มีหลายรูปแบบ เช่นว่าสามารถโอนเงินเข้ามาที่บัญชีมูลนิธิได้โดยตรงๆ หย่อนลงในกล่องบริจาคที่ได้รับความอนุเคราะห์จากห้างร้าน สถานที่ต่างๆ ให้มูลนิธิฯ นำกล่องขอรับบริจาคไปวาง รวมถึงความช่วยเหลือจากหน่วยงานองค์กรต่างๆ ที่ช่วยเพิ่มช่องทางการบริจาคเงินให้มูลนิธิได้ง่ายขึ้น เช่นทางตู้เอทีเอ็มของธนาคารไทยพาณิชย์ ผ่านบัตรสะสมแต้งจากการเติมน้ำมัน ทางบัตรเครดิต และช่องทางอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก ทั้งที่ยกเลิกไปแล้วและยังใช้อยู่ ซึ่งใบเสร็จที่ได้จากการบริจาคเงินให้มูลนิธิฯ สามารถนำไปใช้ลดหย่อยภาษีได้
การสนับสนุนโครงการ หรือกิจกรรมเฉพาะ เช่น แหล่งทุนจากรัฐบาลเดนมาร์ก สนับสนุน โครงการจัดการพื้นที่คุ้มครองอย่างมีส่วนร่วมในผืนป่าตะวันตก หรือ โครงการจอมป่า ระยะที่ 1 เป็นเวลา 4 ปี แหล่งทุนจากบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) และธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) สนับสนุนโครงการจอมป่า ระยะที่ 2 และโครงการผืนป่าตะวันตก 20 ล้านไร่ เป็นเวลาโครงการละ 4 ปี โครงการก่อสร้างอนุสรณ์สถานสืบ นาคะเสถียร ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี โครงการจัดซื้อ หรือจัดสร้าง ต่างๆ ฯลฯ ในบางครั้งก็จัดทำในรูปแบบการจัดกิจกรรมระดมทุน
จะเห็นได้ว่าแหล่งทุนของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรนั้นมาจากหลากหลายที่มา บ้างก็เป็นเงินก้อนใหญ่ บ้างก็เป็นเงินบริจาครายย่อย เงินบริจาคที่เข้ามาทั้งหมดนั้นก็จะถูกจัดการโดยฝ่ายที่ทำหน้าที่บริหารกิจกรรม โครงการ นั้นๆ ในการเบิกจ่าย และเคลียร์เอกสารใบเสร็จต่างๆ ที่นำเงินไปใช้ เงินก้อนไหน ใช้ในกิจกรรมอะไรอย่างชัดเจน มีเจ้าหน้าที่ที่ดูแลเรื่องการเงินมูลนิธิฯ เป็นผู้ตรวจสอบความถูกต้อง และยังมีคณะกรรมการมูลนิธิสืบนาคะเสถียรที่มีความรู้ความสามารถด้านการเงินและการบัญชีคอยตรวจสอบความถูกต้องและวางระบบการเงินอีกชั้นหนึ่ง ทุกๆ ปีก็จะมีการทำรายงานงบแสดงฐานะการเงินขององค์กรสามารถตรวจสอบได้
ผู้เขียนขออนุญาตเป็นตัวแทนของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรกล่าวขอขอบคุณทุกท่านที่เคยบริจาคทุนทรัพย์มอบให้แก่มูลนิธิสืบฯ นับแต่อดีตมาถึงปัจจุบัน และขอให้คำสัญญาว่าจะทำหน้าที่ในการดูแลผืนป่า สัตว์ป่า และทรัพยากรธรรมชาติอย่างสุดกำลัง
บทความโดย รตยา จันทรเทียร ประธานที่ปรึกษามูลนิธิสืบนาคะเสถียร
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรนับตั้งแต่ก่อตั้งองค์กร มูลนิธิสืบนาคะเสถียรได้ดำเนินการจัดตั้งกองทุนต่างๆ เพื่อไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเพื่อรักษาผืนป่า สัตว์ป่า ตามวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งกองทุนนั้นๆ หรืออาจกล่าวได้ว่ากองทุนต่างๆ ของมูลนิธิสืบนาคะเสถียรนั้นคือแหล่งทุนที่ใช้ดำเนินงานตามวัตถุประสงค์ของกองทุนนั้นๆ มูลนิธิมีทุนและกองทุนหลักๆ ดังนี้
 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 25 พันธมิตรและเครือข่ายสิ่งแวดล้อม

อีเมล พิมพ์ PDF
การบันทึกเรื่องราว 27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียรนี้จะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้ามิได้บันทึกถึงพันธมิตรและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมที่เปรียบเสมือน “พลังใต้ปีก” ที่ช่วยให้มูลนิธิสืบฯ “บินอยู่ได้” จนถึงทุกวันนี้
เมื่อมองกลับไปจะตระหนักว่า งานอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก ป่าผืนใหญ่ที่สุดของประเทศ คงไม่อาจเป็นบ้านแก่สัตว์ป่า ถ้าปราศจากการร่วมมือกันทำงานของพันธมิตรทั้งหลาย ที่ทำงานด้านต่างๆ ที่ตนรับผิดชอบอย่างเข้มแข็ง มูลนิธิสืบฯ เป็นเพียงเฟืองตัวหนึ่งในฟันเฟืองของนาฬิกาทั้งเรือน ทำงานร่วมกันในจังหวะเวลาที่สอดคล้อง ผืนป่าใหญ่แห่งนี้จึงยังคงอยู่ กระทิง เสือ เก้ง และสรรพสัตว์นานาชนิดเพิ่มจำนวนขึ้น
งานด้านอื่นๆ เช่น งานเฝ้าระวัง รณรงค์ เผยแพร่ เพื่อรักษาทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ ก็ต้องการพลังสามัคคีอย่างเข้มแข็งของพันธมิตร และเครือข่ายสิ่งแวดล้อมเช่นกัน ยิ่งมีคนรุ่นใหม่ให้ความใส่ใจ เข้าร่วมแสดงออกอย่างกว้างขวางทั่วประเทศ ก็จะช่วยประกันว่าอนาคตของผืนป่าใหญ่ของประเทศไทยยังมีหวัง
สำหรับเรื่องราวพันธมิตรและเครือข่ายที่ร่วมกันทำงานกับมูลนิธิสืบฯ ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมานั้น หากมองในภาพรวม สามารถอธิบายได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ กลุ่มเครือข่ายสิ่งแวดล้อมผืนป่าตะวันตก และกลุ่มงานเฝ้าระวัง รณรงค์ เผยแพร่ คุณค่าธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า
ในกลุ่มแรก เครือข่ายสิ่งแวดล้อมผืนป่าตะวันตก เป็นกลุ่มคนทำงานเพื่ออนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก ซึ่งก็เริ่มมาตั้งแต่ พ.ศ. 2540 มาถึงปัจจุบัน ก็ครบ 20 ปีพอดี มีเครือข่ายที่ทำงานร่วมกันหลากหลาย ทั้งเครือข่ายระดับผืนป่า ระดับจังหวัด และดับชุมชนหรือกลุ่มบ้าน ที่ช่วยกันขับเคลื่อนงานอย่างเป็นรูปธรรม
เครือข่ายระดับผืนป่ากลุ่มแรกที่ทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ต้นในนามของประชาคมจังหวัดแต่ละจังหวัด ซึ่งต่อมาได้รวมกันเป็นคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก 6 จังหวัด และจึงตั้งเป็นมูลนิธิคณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตก มีหลวงพ่อนพดลฯ (พระครูอรรถกิจ นันทคุณ) วัดดอยลับงา จังหวัดกำแพงเพชร เป็นประธาน
เครือข่ายระดับผืนป่าอีกกลุ่ม คือ เครือข่ายด้านวิชาการ ผู้ทำงานสำรวจวิจัยสัตว์ป่าและผืนป่า เป็นผู้ทำหน้าที่นำความรู้ทางวิทยาศาสตร์มานำการบริหารจัดการ มีสถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำเป็นแกนกลาง มีองค์กรเข้ามาทำงานวิจัยร่วมด้วย เช่น สมาคมอนุรักษ์สัตว์ป่าประเทศไทย (WCS) กองทุนสัตว์ป่าโลกสากล (WWF) ประเทศไทย คณาจารย์และนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยต่างๆ
ในระดับผืนป่านี้ยังมีคนงานด้านอื่นๆ เข้ามาร่วมรักษาป่า เช่น กลุ่มศิลปินรักษ์ผืนป่าตะวันตก เครือข่ายป่าชุมชนขอบป่าตะวันตก มูลนิธิเครือข่ายอนุรักษ์ป่าตะวันตก เป็นต้น
สำหรับเครือข่ายระดับจังหวัด 6 จังหวัดรอบผืนป่าตะวันตกนั้น ทุกจังหวัดมีกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมอยู่ก่อนปี 2540 กันมาแล้ว เช่น กลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ จังหวัดกาญจนบุรี ที่เป็นแกนนำต่อต้านเขื่อนน้ำโจนและอีกหลายปีต่อมาได้ทำการประท้วงโครงการท่อก๊าซไทย - พม่า ที่จังหวัดอุทัยธานีก็มีองค์กรอนุรักษ์อุทัยธานี ซึ่งเคยทำงานร่วมกับคุณสืบเมื่อครั้งที่เป็นหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ต่อต้านการให้สัมปทานป่าที่สมบูรณ์ในหุบเขานางรำ ทำให้ผืนป่านี้รอดพ้นจากการถูกทำลายและกลายมาเป็นส่วนหนึ่งของความสมบูรณ์ให้แก่ผืนป่าห้วยขาแข้งจนถึงปัจจุบัน กลุ่มพิทักษ์สิ่งแวดล้อมพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และก็ยังมีกลุ่มบ้านที่ช่วยกันดูแลป่าชุมชน มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ เช่น ป่าชุมชนเขาหล่นเขาแหลม ใกล้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง มีหัวหน้ากลุ่มคือลุงเฉื่อย เย็นยิ่ง ป่าชุมชนพุต่อ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี ที่เป็นแหล่งประปาภูเขา นำโดยครูอนงค์ บุญเดช (ถึงแก่กรรมแล้ว) เครือข่ายป่าชุมชนรักษ์เขาแม่กระทู้ จังหวัดนครสวรรค์ ที่สามารถฟื้นฟูเขาหัวโล้นให้เป็นแหล่งประปาภูเขา มีอาจารย์ณรงค์ แรงกสิกร เป็นประธาน ป่าชุมชนบ้านไร่พิจิตร จังหวัดกำแพงเพชร มีผู้ใหญ่จำนวนเป็นหัวหน้ากลุ่ม เป็นต้น
ที่กล่าวมาคือเครือข่ายสิ่งแวดล้อมที่ร่วมทำงานกันมายาวนาน แต่เมื่อเวลาผ่านไปก็มีการเปลี่ยนแปลงและพัฒนารูปแบบการทำงานเพิ่มเติมขึ้น เช่น มีคณะกรรมการที่ปรึกษาพื้นที่อนุรักษ์ (PAC) ประจำอยู่ทั้ง 17 เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติทั่วทั้งผืนป่าตะวันตก ทำหน้าที่ช่วยดูแล แก้ไขปัญหา ให้ข้อเสนอแนะ ฯลฯ คณะกรรมการอนุรักษ์ผืนป่าตะวันตกก็ลดบทบาทลง งานรักษาแนวเขตใช้ประโยชน์ชุมชนที่เรียกว่า “เส้นขาว” (กล่าวไว้ในบทโครงการจอมป่า) ไม่ให้ขยายพื้นที่ทำกินล้ำแนวออกไป ที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางมีคณะกรรมการชุมชนของ 7 บ้าน ร่วมเดินลาดตระเวนรักษาแนวเขตกับเจ้าหน้าที่เขตฯ โดยใช้ระบบการลาดตระเวนเชิงคุณภาพ Smart Patrol โดยคณะเจ้าหน้าที่พิทักษ์ป่าเป็นเครื่องมือสำคัญของการรักษาระบบนิเวศป่าอนุรักษ์ เครือข่ายอาสาสมัครสุขภาพชุมชนลุ่มน้ำแม่จัน อำเภออุ้มผาง ที่ประกอบด้วยสมาชิกหมอปฏิวัติบ้านละ 2 – 3 คน ของ 14 กลุ่มบ้านที่ตั้งเรียงรายอยู่ตลอดลำน้ำแม่จันในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร ด้านตะวันออก ต่อกับเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง จัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2549 โดยมูลนิธิสืบฯ ประสานผู้มีจิตศรัทธา สนับสนุนเวชภัณฑ์และจัดการประชุมพบปะกันเสริมกำลังใจและเสริมความรู้จากวิทยากรที่เชิญไปให้ความรู้เป็นการจัดอบรมปีละ 1 ครั้ง แต่ก็ยุติการทำงานไปเมื่อ 2558
ยังมีเครือข่ายต้นทะเล ที่มีลุงสมหมาย ทรัพย์รังสิตกุล ปราชญ์ปากะญอแห่งหมู่บ้านหม่องกั๊วะ ได้ชักชวนคนหนุ่มสาวมาร่วมดูแลรักษาป่าต้นน้ำที่ตนอาศัยอยู่ ลุงอธิบายว่า ห้วยเหล่านี้ไหลลงแม่จันที่ไหลไปสบกับแม่กลอง รวมกันไหลผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวรผ่านอ่างเก็บน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ส่งน้ำไปยังลุ่มน้ำแม่กลองและราชบุรี ไปออกทะเลอ่าวไทยที่จังหวัดสมุทรสงคราม
“พวกเราอยู่ต้นทะเล ต้องรักษาต้นน้ำ ที่ส่งให้ทะเล”
เครือข่ายป่าชุมชนขอบป่าตะวันตก (ตั้งอยู่บนพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ) ที่มีผู้ใหญ่เดช เชียวเขตวิทย์ เป็นประธานกลุ่ม มีสมาชิกเพิ่มขึ้นโดยตลอด จนถึงปัจจุบันป่าชุมชนทั่วทั้งขอบป่าตะวันตก มีถึง 150 ป่าชุมชน เป็นงานที่มูลนิธิสืบฯ ในยุคปัจจุบันตั้งเป้าหมายจะเพิ่มการบริหารจัดการพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นผืนป่าต่อเนื่องกับป่าอนุรักษ์ 12 ล้านไร่ ของผืนป่าตะวันตก ให้ได้มีการบริหารจัดการโดยรวมเป็นโครงการผืนป่าตะวันตก 20 ล้านไร่
อีกกกลุ่มพันธมิตรใหญ่ คือ กลุ่มงานเฝ้าระวัง รณรงค์ เผยแพร่ คุณค่า ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า ก็หมายถึง องค์กรเอกชนที่ทำงานด้านรักษาสิ่งแวดล้อมธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า ซึ่งมีหลายองค์กร เช่น มูลนิธิโลกสีเขียว มูลนิธิพิทักษ์อุทยานแห่งชาติเขาใหญ่ มูลนิธิป่าเขตร้อน มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการ มูลนิธิฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ บางองค์กรก็เน้นด้านสัตว์ป่า เช่น มูลนิธิเพื่อนช้าง USAID Freeland ด้านป่าในเมืองก็มี กลุ่ม Big Tree หรือด้านสิ่งแวดล้อมโดยรวม ได้แก่ IUCN WWF WCS
การรวมตัวกันรณรงค์เพื่อขอให้ยับยั้งหรือสนับสนุนโครงการหรือกิจกรรมใดๆ จะเหนียวแน่นหรือบางเบาขึ้นอยู่กับประเด็นที่แต่ละองค์กรให้ลำดับความสำคัญมากหรือน้อย และมีทั้งประเด็นที่มูลนิธิสืบฯ เป็นต้นเรื่องนำเสนอขอความร่วมมือจากองค์กรพันธมิตร และประเด็นที่องค์กรพันธมิตรเป็นต้นเรื่อง ติดตามเฝ้าระวังอยู่ และขอความร่วมมือจากมูลนิธิสืบฯ
ตัวอย่างเช่น งานรณรงค์คัดค้าน EHIA โครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ในอุทยานแห่งชาติแม่วงก์ที่ได้รับความร่วมมืออย่างกว้างขวาง (ตามรายละเอียดที่ได้เขียนไว้ในบทมหากาพย์เขื่อนแม่วงก์)
ส่วนงานที่องค์กรพันธมิตรเฝ้าระวังอยู่ และขอให้มูลนิธิสืบฯ เข้าร่วมด้วยด้วย เช่น งานเฝ้าระวังทรัพยากรทะเลและชายฝั่งของกลุ่มรักษ์ทะเลไทย การคัดค้านโครงการก่อสร้างเขื่อนแก่งเสือเต้น โดยกลุ่มชาวบ้านสะเอียบ จังหวัดแพร่ การค้าสัตว์ป่า โดย เครือข่ายการเฝ้าระวังการค้าสัตว์ป่าออนไลน์
สำหรับงานเผยแพร่ความองค์ความรู้ และสร้างแนวร่วม สมาชิกนักอนุรักษ์ที่มูลนิธิสืบฯ กำลังดำเนินการอยู่ คือ งานฟื้นฟูพลังนิสิตนักศึกษาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งเมื่อ 30 ปีที่แล้ว มีพลังสูงยิ่ง เป็นที่มาของปรากฏการณ์ 14 ตุลา 16 ที่ชมรมสิ่งแวดล้อม มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้นำพฤติกรรมการล่าสัตว์ป่าในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรมาเปิดเผย เกิดสภาพฟางเส้นสุดท้ายแก่สังคมไทย ต่อมามีปัจจัยนานับประการเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้พลังสามัคคีนิสิตนักศึกษาที่ดูแลสิ่งแวดล้อมอ่อนล้าลงตามลำดับ
มาถึงปัจจุบันการฟื้นฟูนักอนุรักษ์รุ่นใหม่เพื่อดูแลทุนทางธรรมชาติของประเทศ ซึ่งเป็นเรื่องที่เหมาะสมและจำเป็น เพราะอนุชนเหล่านี้คือผู้ที่ได้รับผลได้ผลเสียโดยตรงต่ออนาคตของความคงอยู่หรือเสื่อมสลายไปของทุนทางธรรมชาติ ดิน น้ำ ป่า สัตว์ป่า
ขอขอบคุณยิ่งต่อผู้ร่วมงานทุกท่าน ทั้งที่เอ่ยนามและมิได้เอ่ยนาม
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรการบันทึกเรื่องราว 27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียรนี้จะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ถ้ามิได้บันทึกถึงพันธมิตรและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมที่เปรียบเสมือน “พลังใต้ปีก” ที่ช่วยให้มูลนิธิสืบฯ “บินอยู่ได้” จนถึงทุกวันนี้
 

มลภาวะทางอากาศในเอเชียถึงระดับอันตราย

อีเมล พิมพ์ PDF
รายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติระบุว่า สาเหตุการตายร้อยละ 70 ของการเสียชีวิตทั้งหมด 6.5 ล้านรายในทวีปเอเชียแปซิฟิกเกี่ยวข้องกับมลภาวะทางอากาศ
บ่อยครั้งที่ฝุ่นควันปกคลุมน่านฟ้าของเมืองใหญ่หลายแห่งในภูมิภาคนี้ ทำให้ผู้อยู่อาศัยต้องใส่หน้ากากอนามัยเพื่อปกป้องตัวเองเมื่ออยู่นอกอาคาร “เราใช้เวลาราว 1 ใน 3 ของวันในสภาพแวดล้อมที่อยู่ในระดับปนเปื้อนตามมาตรฐานสหภาพยุโป” Dimitri der Boer ผู้นำโครงการด้านสิ่งแวดล้อมในกรุงปักกิ่ง ประเทศจีน และกลุ่มทนายความนักรณรงค์ชื่อว่า ClientEarth แสดงความเห็น “หากท้องฟ้าเริ่มดูขมุกขมัว เราจะต้องปิดประตูและหน้าต่างของที่พัก เปิดเครื่องกรอกอากาศ และห้ามออกกำลังกาย นี่เป็นวิธีปฏิบัติที่เราต้องทำตาม” เขากล่าวเสริม
ข้ามไปที่ฮ่องกง สถานการณ์ก็ไม่แตกต่างกันมากนัก จากที่ Cherrie Tam Cheuk Yi หนึ่งในผู้อยู่อาศัยเล่าให้เราฟัง “มลภาวะทางอากาศที่นี่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล ถ้าลมพัดมาจากทางเหนือ ก็จะพาเอามลภาวะมาด้วย ถ้าเป็นเช่นนั้น เราจะเห็นท้องฟ้าที่ขุ่นมัวทึมเทา บ้างครั้งก็เป็นสีส้มประหลาด วิสัยการมองเห็นก็จะย่ำแย่ ถ้าคุณลองยืนอยู่ฝั่งหนึ่งของท่าเรือวิคตอเรีย คุณจะมองไม่เห็นฝั่งตรงข้าม ทุกอย่างถูกซ่อนอยู่หลังม่านควัน มวลอากาศก็จะแน่นๆ และมีกลิ่นจางๆ”
นอกจากจะเป็นอันตรายต่อสุขภาพ สภาวะดังกล่าวยังทำให้สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง เพิ่มความเสี่ยงด้านความมั่นคงทางอาหารและน้ำ และท้ายที่สุด ย่อมส่งผลกระทบต่อความพยายามของภูมิภาคที่จะเติบโตอย่างยั่งยืน แต่คำถามคือ อะไรคือต้นเหตุของการเกิดมลภาวะที่เป็นอันตรายเหล่านี้
หากพูดในแง่ผลกระทบด้านสุขภาพ มลภาวะทางอากาศที่อันตรายที่สุดคือฝุ่นละออกขนาดเล็กไม่เกิน 2.5 ไมครอน หรือที่เราอาจคุ้นหูว่า PM 2.5 ซึ่งจะสามารถทะลุเข้าไปในปอดและกระแสเลือดได้มากกว่า ซึ่งที่มาของฝุ่นละอองเหล่านี้ก็มีหลายแหล่ง แต่ประเด็นที่มีการถกเถียงมากที่สุดว่าเป็นสาเหตุคือการเผาไหม้ถ่านหิน โดยเฉพาะพื้นที่อุตสาหกรรมหนักอย่างประเทศจีน
“ถ่านหินเป็นแหล่งพลังงานหลักของจีน โดยไฟฟ้าราวร้อยละ 70 ของจีนนั้นผลิตโดยใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิง” Dimitri der Boer ระบุ “ในจีนจะเป็นแหล่งอุตสาหกรรมหนักมากมายที่ใช้พลังงานค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเหล็กกล้า ซีเมนต์ และการก่อสร้าง ซึ่งใช้พลังงานถ่านหินเป็นหลัก”
รายงานสภาวะอากาศทั่วโลก พ.ศ. 2560 (2017 State of Global Air) ระบุว่า พื้นที่ที่มีความหนาแน่นของ PM 2.5 มากที่สุดในปี พ.ศ. 2558 นั้นเชื่อมโยงกับการเผาไหม้ของถ่านหิน คือบริเวณทางใต้และตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชีย ประเทศจีน และบางส่วนของทวีปแอฟริกา
การใช้ถ่านหินเป็นพลังงานเชื้อเพลิงภายในบ้านก็นับว่าเป็นปัญหาเช่นเดียวกัน ปัจจุบัน หลายครอบครัวยังใช้เชื้อเพลิงอย่างถ่านหินให้ความอบอุ่นในฤดูหนาว “คุณอาจเจออาคารขนาดใหญ่หรือชุมชนที่ใช้ระบบให้ความร้อนจากส่วนกลางที่ใช้พลังงานถ่านหิน รวมถึงบางบ้านขนาดเล็กที่ใช้เตาเพื่อความอบอุ่น โดยใช้ถ่านหินคุณภาพต่ำเป็นเชื้อเพลิง” Dimitri der Boer อธิบาย
นอกจากถ่านหิน ก็ยังมีปัจจัยอื่นๆ ที่ทำให้คุณภาพอากาศในเอเชียค่อนข้างแย่ เช่น เทคโนโลยีที่ไม่ค่อยดีนัก ระบบการขนส่ง ความหนาแน่นของประชากร และสภาพภูมิอากาศ
Lauri Myllyvirta นักรณรงค์จากกรีนพีซ อธิบายว่า “บริเวณที่เผชิญมลภาวะรุนแรงที่สุดคือที่ราบลุ่มแม่น้ำคงคาตอนเหนือของอินเดีย (Indo-Gangetic Plain) เนื่องจากมีองค์ประกอบทั้ง ประชากรอยู่อย่างหนาแน่น ใช้พลังงานมาก เทคโนโลยีที่ล้าสมัยในโรงงาน ยานพาหนะ และโรงไฟฟ้า” เขายังอธิบายเพิ่มเติมว่า ประเทศกำลังพัฒนาอย่างพม่าซึ่งใช้เทคโนโลยีที่ล้าหลัง ก็มีส่วนสำคัญต่อมลภาวะทางอากาศในประเทศ
อย่างไรก็ดี ประเทศที่สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีทันสมัย อย่างจีน เกาหลี และญี่ปุ่น ก็เผชิญปัญหาไม่ต่างกัน เนื่องจากระดับการใช้พลังงานที่สูงกว่ามาก และที่สำคัญคือการใช้พลังงานจากถ่านหิน ส่วนประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซีย และเวียดนาม การขนส่งจะเป็นปัญหาหลัก เนื่องจากขาดโครงสร้างการคมนาคมพื้นฐาน เมืองฮานอยและโฮจิมินห์ของเวียดนาม ต่างก็เผชิญกับมลภาวะค่อนข้างมาก เพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังต้องใช้มอเตอร์ไซค์ในการสัญจร เนื่องจากไม่มีระบบขนส่งมวลชนที่ครอบคลุม
แล้วแต่ละเมืองมีการป้องกันมลภาวะอย่างไร ?
ในกรุงปักกิ่ง ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราจะได้รับคำเตือนเรื่องสภาพอากาศที่เป็นอันตราย และแนะนำให้ประชาชนอยู่ในอาคารและเปิดเครื่องกรองอากาศ แต่ในประเทศที่ยากจนอย่างรุนแรง เช่น อินเดีย ประชากรที่อยู่ในอาศัยในเขตเมืองอาจไม่มีเงินพอที่จะซื้ออุปกรณ์เช่นนั้น และต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยวิธีอื่น
สำหรับประเทศเวียดนาม ทางออกระยะสั้นคือใช้หน้ากากอนามัยขณะเดินทาง โดยเฉพาะช่วงเวลาที่มีรถเป็นจำนวนมาก อย่างไรก็ดี ผ้าปิดปากบางประเภทก็แทบไม่ช่วยป้องกันเราจากฝุ่นละออง PM 2.5 การรณรงค์ให้สาธารณชนตระหนักจึงเป็นเรื่องสำคัญ โดยเน้นให้ซื้อหน้ากากอนามัยที่สามารถป้องกันมลภาวะได้ และเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ
Dimitri der Boer ระบุว่า ความโปร่งใสและการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับสถานการณ์ด้านคุณภาพอากาศมีส่วนช่วยอย่างมากในการปรับทัศนคติ เช่นที่เกิดขึ้นในประเทศจีน ทั้งระดับอุตสาหกรรมและระดับครัวเรือน Lauri Myllyvirta จากกรีนพีซก็มีความเห็นคล้ายคลึงกัน โดยเสริมว่า “จีนเผชิญกับปัญหามลภาวะทางอากาศอย่างรุนแรงเมื่อ 7 ปีก่อน หลังจากนั้น เราพบว่าระดับ PM 2.5 ในภาคตะวันออกของจีนลดลงถึงร้อยละ 20 – 30 จากการใช้มาตรฐานใหม่ในการจำกัดการปล่อยมลภาวะจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน รวมถึงการใช้ถ่านหินน้อยลงในอุตสาหกรรมต่างๆ”
การใช้ถ่านหินที่ลดลงมีสาเหตุมาจากการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้นขึ้นขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อม ที่มีการตรวจสอบและลงโทษโรงงานที่ละเมิดข้อบังคับอย่างจริงจัง Lauri Myllyvirta มองว่าประเทศจีนเดินหน้าได้ตามแผนการลดมลภาวะ แต่ประเทศอย่างอินโดนีเซียและเวียดนามยังอาจต้องใช้เวลาอีกมาก กว่าที่คุณภาพอากาศในเมืองจะดีขึ้น
ในอนาคตอันใกล้ ผู้นำของรัฐบาลในภูมิภาคเอเชียจะต้องพัฒนากลยุทธ์ สร้างความตระหนักต่อสาธารณะ และใช้นโยบายที่เข้มงวดขึ้นเพื่อลดมลภาวะ หากพวกเขายังต้องการการเติบโตในระยะยาว
ถอดความและเรียบเรียงจากAir pollution in cities across Asia has reached a dangerous tipping point โดย Robyn Wilson
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
อากาศรายงานของโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติระบุว่า สาเหตุการตายร้อยละ 70 ของการเสียชีวิตทั้งหมด 6.5 ล้านรายในทวีปเอเชียแปซิฟิกเกี่ยวข้องกับมลภาวะทางอากาศ
 

เหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่

อีเมล พิมพ์ PDF
ที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมตัวคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ในขั้นของการพิจารณาจาก สนช. โดยเรียกร้องให้ยุติกระบวนการพิจารณาและถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกไป จนกว่าจะเกิดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง
โดยทางเครือข่าย ได้แถลงการณ์ ระบุถึงเหตุผลที่ต้องรวมตัวคัดค้านเนื่องจาก ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ขาดการมีส่วนร่วมอีกทั้งยังมีความพยายามลดขั้นตอนการทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมที่อาจนำไปสู่ความผิดพลาด และส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต และสิ่งแวดล้อม แต่กับเป็นการเอื้อประโยชน์ให้โครงการต่างๆ มากกว่า ซึ่งไม่ใช่ทิศทางของการพัฒนาไปสู่ความยั่งยืน
ขณะเดียวกัน เครือข่ายฯ ได้เสนอให้ตั้ง “คณะทำงานยกร่างกฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” เพื่อให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วมในการยกร่างกฎหมายฉบับนี้ขึ้นมาใหม่อย่างเท่าเทียมและเป็นที่ยอมรับร่วมกัน
ทำไมไม่เอากฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่
กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับที่บังคับอยู่ในปัจจุบัน หรือพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 มีพัฒนาการในด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ดีขึ้นมาเป็นลำดับ แต่ร่างกฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับใหม่ที่คณะรัฐมนตรีนำเสนอต่อสภานิติบัญญัติแห่งชาติ กลับมีทิศทางตรงกันข้าม โดยมุ่งแก้ไขเฉพาะในหมวดว่าด้วยการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรืออีไอเอเป็นหลัก เพื่อต้องการทำให้ระยะเวลาในการจัดทำและพิจารณาผ่านความเห็นชอบอีไอเอมีขั้นตอนและกระบวนการที่ลัดสั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ เป็นเสมือนการช่องทางด่วน เพื่อมุ่งเอื้อประโยชน์ให้แก่การลงทุนมากเกินไป ละเลยคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยประเด็นสำคัญ ดังนี้
1. การนำคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 9/2559 มายัดไส้ใส่ลงในมาตรา 50 วรรคสี่ ที่ละเว้นให้กิจการด้านคมนาคมขนส่งและการสร้างเขื่อนที่ตัดผ่านเข้าไปในผืนป่า และพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวทางระบบนิเวศ กิจการด้านความมั่นคงทางพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหิน หรือสัมปทานขุดเจาะสำรวจและผลิตปิโตรเลียมทั้งทะเลและบนบก เป็นต้น ไม่ต้องรอให้อีไอเอผ่านความเห็นชอบก่อน แต่สามารถหาผู้ประมูลโครงการไว้ก่อนได้นั้น เป็นการเอื้อประโยชน์หรือเปิดโอกาสให้แก่กิจการหรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เหล่านั้นสร้างผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสุขภาวะอนามัยของประชาชนให้รุนแรงยิ่งขึ้นได้ โดยไร้การมีส่วนร่วม ควบคุม และตรวจสอบจากประชาชน
2. การขยายอำนาจและเปลี่ยนวิสัยทัศน์ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ หรือ กกวล. คณะกรรมการผู้ชำนาญการพิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมหรือ คชก. และสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือ สผ. เป็นองค์กรที่มุ่งเน้นเอื้อประโยชน์ให้แก่การลงทุนเป็นหลัก ไม่สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDGs โดยละเลยภารกิจหลักที่เคยมุ่งเน้นการพัฒนาที่คำนึกถึงคุณภาพประชาชนเพื่อความสมดุลและยั่งยืน
ข้อเสนอต่อสาธารณะและรัฐบาล กรณี ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม คสช.
ภาคประชาชนมีข้อเสนอต่อพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับ คสช. จากการศึกษาของภาคประชาชนและภาควิชาการ พบว่า พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมที่คณะรัฐมนตรีนำส่งสภานิติบัญญัติแห่งชาตินั้น เป็นร่างกฎหมายที่ไม่ผ่านการจัดทำตามมาตรา 77 และไม่เป็นไปตามมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560
ภาคประชาชนได้มีความพยายามยื่นข้อเสนอต่อผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำร่างกฎหมาย คือ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด แต่ข้อเสนอของภาคประชาชนไม่ได้รับการบรรจุเป็นเนื้อหาในร่างกฎหมายแต่อย่างใด
เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน “ขอให้ยุติร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้” ไว้ก่อนและมีข้อเสนอดังนี้
1. ขอให้ตั้งคณะทำงานขึ้นมาชุดหนึ่ง เรียกว่า “คณะทำงานยกร่างกฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” เพื่อยกร่างฉบับนี้ขึ้นมาใหม่
2. ให้ “คณะทำงานยกร่างกฎหมายพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” ประกอบด้วยภาคประชาชน และภาครัฐในสัดส่วนที่เท่ากัน
3. หลักการอื่นใดให้เป็นที่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย จนเป็นที่ยอมรับระหว่างกัน
โดยเครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเห็นด้วยกับการมีพระราชบัญญัติฉบับนี้ แต่ต้องเป็นพระราชบัญญัติที่มีเจตนารมณ์และกลไกที่นำไปสู่การรักษาสิ่งแวดล้อมโดยแท้จริงเท่านั้น
เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ประกอบด้วยตัวแทนกลุ่มไม่เอาโรงไฟฟ้าถ่านหินเทพา กลุ่มคัดค้านโครงการท่าเทียบเรือถ่านหินบ้านคลองรั้ว กลุ่มคัดค้านโรงไฟฟ้าถ่านหินกระบี่ และกลุ่มคัดค้านเหมืองแร่ในหลายจังหวัด เช่น ชัยภูมิ เลย สกลนคร และเพชรบูรณ์ ฯลฯ
ที่มา เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
กฎหมายสิ่งแวดล้อมที่ทำเนียบรัฐบาล เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน รวมตัวคัดค้าน ร่างพ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ที่อยู่ในขั้นของการพิจารณาจาก สนช. โดยเรียกร้องให้ยุติกระบวนการพิจารณาและถอนร่างกฎหมายดังกล่าวออกไป จนกว่าจะเกิดการมีส่วนร่วมที่แท้จริง
 

รับข่าวสาร

Community

facebook twitter youtube
instagram ebooks

DOWNLOAD E-BOOKS

คู่มือ
คู่มือการมีส่วนร่วม
และจัดการความขัดแย้ง
ในผืนป่าตะวันตก

DOWNLOAD

Who's online

เรามี 236 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

<<  ธันวาคม 2017  >>
 จ.  อ.  พ.  พฤ  ศ.  ส.  อา 
      1  2  3
  4  5  6  7  8  910
111213141517
18192021222324
25262728293031
จากป่าสู่เมือง
nodam
เหตุผลในการคัดค้าน
เขื่อนแม่วงก์
โดย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร


ของที่ระลึกองค์กร

http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/895080saveforest.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/544918GIFT_1.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/982449GIFT_2.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/183825GIFT_3.jpg

ผู้สนับสนุนมูลนิธิ

http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/547665THANK_PORAR.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/594961THANK_SCB.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/631573THANK_CROWNPROPERTY.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/868548THANK_EGCO.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/593615THANK_PASAYA.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/725396THANK_BAREFOOT.jpg
สำหรับเจ้าหน้าที่ iconkeyy สถิติการเข้าชมเว็บไซต์ ครั้ง

resource