• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/799907foresttotown.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/897014nodam.jpg
  • 0
  • 1

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 15 สุรพล สุดารา ในตำแหน่งประธานมูลนิธิ

อีเมล พิมพ์ PDF
27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บทที่ 13
สุรพล สุราดา
ตามตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หมวดที่ 5 การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ ข้อที่ 9 ระบุว่า มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ 3 คน เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ รองเลขาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
ข้อที่ 11 วิธีเลือกตั้งกรรมการมูลนิธิ ให้ปฏิบัติดังนี้ คือ ให้คณะกรรมการมูลนิธิชุดที่ดำรงตำแหน่งอยู่เลือกตั้งประธานกรรมการมูลนิธิและกรรมการอื่นๆ ตามจำนวนที่เห็นสมควร
ข้อที่ 12 กรรมการดำเนินงานของมูลนิธิอยู่ในตำแหน่งคราวละ 4 ปี
ข้อที่ 15 กรรมการมูลนิธิที่พ้นจากตำแหน่งตามวาระหรือโดยจับฉลากในวาระแรก อาจได้รับเลือกเข้าเป็นกรรมการมูลนิธิได้อีก
จะเห็นได้ว่า ตราสารมูลนิธิได้กำหนดวิธีการเปลี่ยนตัวกรรมการมูลนิธิไว้ชัดเจนแล้ว ดังนั้น เมื่อผู้เขียนรับหน้าที่ประธานมูลนิธิใกล้ครบ 10 ปี และอายุย่างเข้า 70 ปี ได้พิจารณาว่ามูลนิธิน่าจะได้มีประธานกรรมการที่หนุ่มกว่า สดกว่า และมีความสามารถเหมาะสมกับงานที่มูลนิธิกำลังจะทำต่อไป วาระการประชุมเรื่องตำแหน่งประธานจึงลงความเห็นให้ ผศ.ดร.สุรพล สุดารา ซึ่งเดิมเป็นรองประธานมาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิแทน เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2544
ผศ.ดร.สุรพล สุดารา เกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้ช่วยศาตราจารย์ คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรียนจบชีววิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อก่อนและเป็นอาจารย์ก็ได้เข้าร่วมกับวง CU Band ที่ชาวจุฬาฯ ในยุคนั้นยังจำได้ดี เมื่อ พ.ศ. 2514 ได้ทุนไปศึกษาต่อจนจบปริญญาเอกชีววิทยาทางทะเล University of Hawaii U.S.A. และทำงานต่อที่สหรัฐอเมริกาอีก 7 ปี เมื่อกลับประเทศไทยก็ได้ทำหน้าที่อาจารย์คณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล เป็นอาจารย์ที่รักและชื่นชมของเหล่าลูกศิษย์
ผศ.ดร.สุรพล ยังเป็นนักสิ่งแวดล้อมคนสำคัญของประเทศ ได้ก่อตั้งชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม ในคณะวิทยาศาสตร์ทางทะเล ซึ่งดูแลสิ่งแวดล้อมของประเทศในทุกมิติ มิได้สนใจใฝ่รู้เฉพาะเรื่องทะเลและชายฝั่ง เรื่องป่าเขาสัตว์ป่า ต้นน้ำ เหมืองแร่ ฯลฯ ก็ให้ความสนใจ อีกเรื่องหนึ่งที่คนทั่วไปได้ยินชื่อผศ.ดร.สุรพลก็คือเหตุการณ์ “แทนทาลั่ม ภูเก็ต”
เมื่อเรื่องการก่อสร้างเขื่อนน้ำโจนกลับมาเป็นครั้งที่ 3 พ.ศ. 2529 – 2530 เราจึงมีผู้มีความรู้ และพร้อมอธิบายถึงความไม่คุ้มค่าของการแลกทรัพยากรธรรมชาติของป่าทุ่งใหญ่นเรศวรกับเขื่อนน้ำโจนผู้หนึ่ง คือ ผศ.ดร.สุรพล สุดารา ได้ร่วมงานกับคุณสืบ นาคะเสถียร และนักวิชาการอีกหลายท่านในการจัดทำข้อมูลต่างๆ ให้เหตุผลชี้แจง ให้ข้อเท็จจริง เกี่ยวกับกรณีนี้ ผศ.ดร.สุรพล ได้เคยบันทึกความประทับใจต่อเรื่องนี้เอาไว้ว่า ในวันประชุมที่มีมติให้ชะลอโครงการเขื่อนน้ำโจนไปก่อน และคุณสืบเมื่อทราบถึงกับกระโดดกอด ผศ.ดร.สุรพล พูดพร้อมน้ำตาซึมว่า “เราทำได้แล้ว เราทำได้แล้ว”
งานใหญ่อีกงานหนึ่งที่ ผศ.ดร.สุรพลมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในขับเคลื่อนงาน คือ การจัดสัมมนาการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า “สิ่งแวดล้อม 33” ซึ่งจัดขึ้นเป็นครั้งแรกเมื่อวันสิ่งแวดล้อมโลก 5 มิถุนายน พ.ศ. 2533 ในงานนี้คุณสืบได้บรรยายพร้อมภาพสไลด์เรื่อง “ปัญหาและแนวทางแก้ไขสัตว์ป่าของห้วยขาแข้ง” คุณสืบได้กล่าววลีที่พูดกันมาจนถึงวันนี้ คือ “ผมพูดในนามของสัตว์ป่า” ก็มี ผศ.ดร.สุรพล เป็นเลขาธิการการจัดงาน หรือเรียกว่าเป็นหัวเรือใหญ่ในการผลักดันงานในทุกๆ ขั้นตอน
ผลสัมฤทธิ์ของงานนับว่าได้ผลดียิ่ง มีหลายเรื่องที่ปัญหาได้รับการคลี่คลาย ขณะที่งานสิ่งแวดล้อมประจำปีก็ใหญ่ขึ้นทุกปี จากปีแรกมี 15 องค์กรร่วมจัด ปีที่สอง “สิ่งแวดล้อม 34” เพิ่มเป็น 30 องค์กรร่วมจัด และเพิ่มขึ้นอีก จำนวนคนที่เข้าร่วม ต้องการการบริหารจัดการ ทั้งเรื่องที่พัก การเดินทาง สถานที่พัก ฯลฯ ยังมีเรื่องงานวิชาการ เอกสารสัมมนาต่างๆ ที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่ง คือ แหล่งทุนสนับสนุนค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เพิ่มมากขึ้นทุกที จนท้ายที่สุดงานสิ่งแวดล้อมประจำปี โดย องค์กรเอกชนร่วมกันจัดก็เกิดภาวะลุกโป่งแตก
ผศ.ดร.สุรพล สุดารา เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางทะเลที่สำคัญคนหนึ่งของประเทศไทย และของภูมิภาคเอเชียตะวันตออกเฉียงใต้ มีบทบาทสำคัญในการศึกษาทรัพยากรและสิ่งมีชีวิตในทะเล ผศ.ดร.สุรพลมีความสามารถในการกลั่นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ออกมาเป็นยุทธศาสตร์ เป็นแผนงาน และกิจกรรม เป็นผู้บุกเบิกเผยแพร่ความรู้ด้านแนวปะการังและหญ้าทะเล และได้สร้างลูกศิษย์เป็นนักวิชาการ นักวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ทางทะเลอีกจำนวนมาก
ผศ.ดร.สุรพล สุดารา ดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ตั้งแต่ 18 กันยายน พ.ศ.2544 เป็นช่วงที่มูลนิธิกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 12 กำลังเตรียมเข้าทำงานในฐานะองค์กรกลางระหว่างชุมชนในป่ากับหน้าที่ป่าไม้ และกำลังทำการสำรวจวิจัยเกาะพระทองเพื่อการอนุรักษ์นกตระกรุมซึ่งบ้านของเขากำลังเหลืออยู่เพียงสองแห่งในประเทศไทย คือ ที่เกาะพระทองและพรุโต๊ะแดงเท่านั้น
ในฐานะประธาน ผศ.ดร.สุรพล ได้ย้ายที่ทำการสำนักงานมูลนิธิจากอาคารนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตร (ส.ม.ก.) ถนนพหลโยธินใกล้กรมป่าไม้มาอยู่ที่ อาคารหมายเลข 4 เป็นตึกสามชั้นที่ตั้งเดิมของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ยศเส ถนนบำรุงเมือง เขตป้อมปราบ ซึ่งกว้างขวางกว่าเดิมแต่ค่าเช่าย่อมเยากว่ามาก
ขณะเดียวกันก็ได้เสริมความเข็มแข็งการทำงานให้กับมูลนิธิโดยได้เชิญ ดร.ทวีวงศ์ ศรีบุรี ลูกศิษย์และเลขาธิการชมรมสภาวะแวดล้อมสยาม มาดำรงตำแหน่งเลขาธิการมูลนิธิด้วย
ในช่วงกลางปี พ.ศ.2546 น้องๆ เจ้าหน้าที่มูลนิธิและผู้เขียนสังเกตว่าอาจารย์ผอมลงมาก แต่ก็ยังสดชื่นมีชีวิตชีวาเหมือนเคย ไม่มีอาการของคนป่วย จึงต่างมีความเข้าใจว่าเธอกำลังลดความอ้วน มาได้ข่าวว่าอาจารย์จากไปด้วยโรคมะเร็ง ซึ่งทุกคนที่มูลนิธิต่างตกใจและเสียใจมาก ทราบว่าอาจารย์ป่วยต้องเข้าโรงพยาบาลจริงๆ ประมาณหนึ่งเดือนก็ถึงแก่มรณกรรมเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2546
การจากไปของ ผศ.ดร.สุรพล ทำให้ต้องเลือกตั้งประธานมูลนิธิคนใหม่ จึงได้มีการประชุมคณะกรรมการมูลนิธิเพื่อดำเนินการตามตราสาร
มูลนิธิมีกรรมการที่มีคุณสมบัติสามารถเป็นประธานมูลนิธิได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน ทว่าแต่ละคนซึ่งมีคุณสมบัติพร้อมก็มีกิจการให้ดูและหลายด้านพร้อมกันไปเช่นกัน มีแต่ผู้เขียนซึ่งมีเวลาพอ ที่ประชุมจึงมอบหน้าที่ประธานให้ดำรงตำแหน่งตั้งแต่ 18 กันยายน พ.ศ.2546 เป็นปีที่ 13 ของมูลนิธิ และผู้เขียนก็ทำหน้าที่ประธานมาตลอดจนถึงปีที่ 25 จึงลาออกและที่ประชุมจึงเลือกให้ อ.ศศิน เฉลิมลาภ อดีตเลขาธิการมูลนิธิเข้ามาดำรงตำแหน่งประธานมูลนิธิตั้งแต่ 17 กันยายน พ.ศ.2558 เป็นต้นไป
สุรพล สุดาราตามตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หมวดที่ 5 การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ ข้อที่ 9 ระบุว่า มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ 3 คน เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ รองเลขาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร
 

งานวิจัยเผยพบเส้นใยพลาสติกในน้ำประปาทั่วโลก

อีเมล พิมพ์ PDF
น้ำประปาในหลายประเทศทั่วโลกถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนพลาสติกขนาดจิ๋ว นำไปสู่การเรียกร้องจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ให้ศึกษาถึงผลกระทบจากการปนเปื้อนดังกล่าวต่อสุขภาพของมนุษย์
น้ำประปาจากกว่าสิบประเทศถูกนำมาวิเคราะห์โดยกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ซึ่งสนับสนุนโดย Orb Media ที่เปิดเผยผลการศึกษากับสำนักข่าว the Guardian โดยพบว่ากลุ่มตัวอย่างร้อยละ 83 มีการปนเปื้อนเส้นใยพลาสติก โดยพบในน้ำประปาจากประเทศสหรัฐอเมริกามากที่สุด คือร้อยละ 93 ทั้งน้ำประปาซึ่งเก็บจากสภาคองเกรส สำนักงานใหญ่ของสํานักงานปกป้องสิ่งแวดล้อมแห่งสหรัฐอเมริกา และทรัมป์ทาวเวอร์ที่นิวยอร์ก รองลงมาคือประเทศเลบานอนและอินเดีย
ทางฝั่งสหภาพยุโรปและสหราชอาณาจักรพบว่า ประเทศเยอรมัน และฝรั่งเศสมีอัตราปนเปื้อนต่ำที่สุดคือร้อยละ 72 โดยจำนวนเส้นใยที่พบในน้ำ 500 มิลลิลิตรเฉลี่ยอยู่ที่ 4.8 ในสหรัฐอเมริกา และ 1.9 ในสหภาพยุโรป การศึกษาดังกล่าวได้ขยายขอบเขตการปนเปื้อนของพลาสติกมาใกล้ตัวเรา จากเดิมที่งานวิจัยมักเน้นผลกระทบจากขยะพลาสติกในทะเล และนำเสนอว่าประชาชนกินพลาสติกจิ๋วเหล่านั้นผ่านการบริโภคอาหารทะเล
“เรามีข้อมูลจากการศึกษาสัตว์ป่า และผลกระทบของพลาสติกต่อสัตว์เพียงพอที่จะต้องกังวล” ดร. เชอร์รี เมสัน (Dr. Sherri Mason) ผู้เชี่ยวชาญด้านไมโครพลาสติกจาก State University of New York กล่าว “หากเราพบว่าพลาสติกสร้างปัญหาต่อสัตว์ แล้วไม่คิดหรือว่า พลาสติกก็น่าจะสร้างผลกระทบต่อคนเช่นกัน”
งานศึกษาอีกหนึ่งชิ้นในไอร์แลนด์ก็พบการปนเปื้อนของพลาสติกจิ๋วทั้งในน้ำประปาและบ่อน้ำสาธารณะ “เราไม่รู้ว่าการปนเปื้อนดังกล่าวจะก่อผลกระทบกับสุขภาพของเราอย่างไร แต่ตามหลักความระมัดระวัง เราต้องรีบหาคำตอบเพื่อประมาณว่ามีความเสี่ยงมากน้อยขนาดไหน” ดร. แอนน์ มารี มาฮอน หัวหน้านักวิจัยกล่าว
ดร. มาฮอนระบุเพิ่มเติมว่า มีข้อกังวลหลักสองประการคือ พลาสติกขนาดจิ๋วและสารเคมีหรือแบคทีเรียที่ติดไปกับเม็ดพลาสติก “ถ้าเราพบว่ามีเส้นใยพลาสติกปนเปื้อนอยู่ ก็เป็นไปได้ว่าจะมีพลาสติกที่เล็กระดับนาโนซึ่งเราไม่สามารถวัดได้อยู่เช่นกัน พลาสติกนั้นเล็กขนาดที่จะทะลุไปในเซลล์หรืออวัยวะต่างๆ ซึ่งน่ากังวล” การศึกษาของเธอนั้นวัดพลาสติกขนาด 2.5 ไมครอน ซึ่งมีขนาดใหญ่ 2,500 เท่าเมื่อเทียบกับนาโนเมตร
พลาสติกจิ๋วเหล่านี้ยังดึงดูดแบคทีเรียอีกด้วย โดยมีการศึกษาว่าแหล่งน้ำหรือบ่อน้ำทิ้งที่มีไมโครพลาสติกก็มีแนวโน้มว่าจะปนเปื้อนแบคทีเรียอันตรายเช่นกัน พลาสติกจิ๋วยังทราบกันว่าเป็นที่กักเก็บสารเคมีมีพิษ โดยการศึกษาในสัตว์พบว่าสารดังกล่าวจะถูกปลดปล่อยในร่างกาย นอกจากนี้ การศึกษาของศาสตราจารย์ด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม แฟรงค์ เคลลี (Frank Kelly) จาก King’s College London ได้เคยให้ข้อมูลต่อรัฐสภาอังกฤษว่า “หากเราสูดเส้นใยพลาสติกเหล่านี้เข้าไปในปอด ก็มีแนวโน้มว่าเส้นใยเหล่านั้นจะทำให้ปอดส่วนล่างหรือระบบไหลเวียนโลหิตปนเปื้อนด้วยสารเคมี” เมื่อได้เห็นผลการศึกษาการพบเส้นใยพลาสติกในน้ำประปา เคลลีแจ้งว่าควรมีการศึกษาอย่างเร่งด่วนว่าการรับประทานเส้นใยเหล่านั้นสร้างความเสี่ยงต่อสุขภาพอย่างไร
พลาสติกจิ๋วเหล่านั้นมาปนเปื้อนในน้ำประปาได้อย่างไร ยังเป็นเรื่องที่ไม่มีใครทราบ แต่แหล่งปนเปื้อนที่น่าจะเป็นไปได้ก็เช่นชั้นบรรยากาศซึ่งเส้นใบพลาสติกจะหลุดลอยจากเสื้อผ้าหรือสิ่งของที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน เครื่องอบผ้าก็เป็นแหล่งปล่อยเส้นใยพลาสติกสู่ชั้นบรรยากาศเช่นกัน
การศึกษาอีกหนึ่งชิ้นระบุอีกหนึ่งความเป็นไปได้ว่า เส้นใยพลาสติกเหล่านั้นอาจจะมาจากเครื่องซักผ้าซึ่งแต่ละครั้งจะมีเส้นใยพลาสติกปนเปื้อนไปราว 700,000 ชิ้น เมื่อพลาสติกจิ๋วเหล่านั้นเข้าสู่สิ่งแวดล้อม ก็อาจถูกพัดพาโดยฝนไปปนเปื้อนในแหล่งน้ำต่างๆ ซึ่งอาจเป็นคำอธิบายหนึ่งที่บ่อน้ำของครัวเรือนในอินโดนีเซียถึงมีเส้นใยพลาสติกปนเปื้อน
ระบบบำบัดน้ำตามมาตรฐานปัจจุบันนั้นไม่สามารถกรองพลาสติกจิ๋วนี้ออกไปได้ นอกจากนี้ ทางเลือกโดยดื่มน้ำขวดที่ซื้อตามร้านค้าก็อาจไม่ได้ปลอดภัยจากเส้นใยพลาสติกจิ๋วเหล่านี้ เพราะการศึกษาข้างต้นก็พบการปนเปื้อนในน้ำดื่มบางยี่ห้อที่วางขายอยู่ในสหรัฐอเมริกาเช่นกัน
ปัจจุบัน เราผลิตพลาสติกราวปีละ 300 ล้านตัน โดยมีเพียงร้อยละ 20 เท่านั้นที่ถูกนำมารีไซเคิลหรือกำจัดโดยการเผา ส่วนที่เหลือก็จะปนเปื้อนในอากาศ ผืนดิน และมหาสมุทร รายงานเมื่อเดือนกรกฎาคมพบว่าตลอด 60 ปีที่ผ่านมา เราผลิตพลาสติกปริมาณกว่า 8.3 พันล้านตัน โดยนักวิทยาศาสตร์เตือนว่าพลาสติกจะกลายเป็นวัสดุที่พบเห็นได้ทั่วไปในธรรมชาติ
การศึกษาดังกล่าวจึงฉายภาพปัญหาขยะพลาสติกให้เข้ามาใกล้ตัวเรามากขึ้น แต่ก็ยังมีหลายคำถามที่ต้องการคำตอบตั้งแต่การศึกษาซ้ำเพื่อยืนยันความถูกต้องของผลการศึกษา รวมถึงหาแหล่งที่มาของพลาสติกที่ปนเปื้อน ดร. มาฮอน ให้ความเห็นว่าพลาสติกนั้นมีประโยชน์มาก แต่เรายังต้องพัฒนาการจัดการขยะพลาสติกให้ดีกว่านี้
“เราจำเป็นต้องใช้พลาสติกในชีวิตประจำวัน แต่เรากำลังทำร้ายสิ่งแวดล้อมโดยการทิ้งขยะพลาสติกอย่างไร้ความรับผิดชอบ”
ถอดความและเรียบเรียงจากPlastic fibres found in tap water around the world, study reveals โดย Damian Carrington
ถอดความและเรียบเรียงโดย รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์
เส้นใยพลาสติกน้ำประปาในหลายประเทศทั่วโลกถูกตรวจพบว่าปนเปื้อนพลาสติกขนาดจิ๋ว นำไปสู่การเรียกร้องจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ให้ศึกษาถึงผลกระทบจากการปนเปื้อนดังกล่าวต่อสุขภาพของมนุษย์
 

เปิดกระเป๋า 'รักษ์โลก' หัวหน้าฝ่ายวิชาการมูลนิธิสืบฯ

อีเมล พิมพ์ PDF

เปิดกระเป๋ารักษ์โลก บางคนอาจมองว่าการใช้ ‘พลาสติก’ ในแต่วันเป็นเรื่องเล็กน้อยและปัญหาเหล่านี้เป็นเรื่องไกลตัว พวกเราจะตื่นตัวตามกระแสก็ต่อเมื่อได้รับผลกระทบ ดังเช่น ขยะอุดตันท่อน้ำทิ้งบางพื้นที่จนเป็นที่มาของวลี “น้ำท่วมรอการระบาย” เราไม่สามารถแยกออกหรอกว่าขยะที่เข้าไปอุดตันนั้นเรามีส่วนมากน้อยเพียงใด แต่สิ่งนั้นคือผลลัพธ์ของปัญหาที่เกิดจากขยะต่างๆ รวมถึงขยะพลาสติก แต่มิใช่ทั้งหมด...

 

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 14 งานวิจัยเพื่อผืนป่าสัตว์ป่า

อีเมล พิมพ์ PDF

งานวิจัยวัตถุประสงค์ข้อ 4.5 ของตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กำหนดไว้ว่า “ส่งเสริมสนับสนุนการก่อให้เกิดความรู้ ความคิดเห็น และการเผยแพร่ความรู้ทางวิชาการเกี่ยวกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม” ดังนั้นในช่วง 6 ปีแรกของการก่อตั้งมูลนิธิ (พ.ศ. 2533 - 2539) มูลนิธิได้สนับสนุนงานวิชาการ งานวิจัย เพื่อช่วยเหลือสัตว์ป่า โดยกองทุนสัตว์ป่าของมูลนิธิ ได้สนับสนุนงานวิจัยด้านวิชาการ เพื่อนำผลการศึกษามาใช้ในการอนุรักษ์

 

แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน

อีเมล พิมพ์ PDF

เครือข่ายภาคประชาชน22 กันยายน 2560 เครือข่ายประชาชนเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน นัดรวมตัวกันเพื่อแสดงจุดยืนในการแก้ไข พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม ฉบับใหม่ และ กฎกระทรวงว่าด้วยขั้นตอนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งการปรับแก้ร่าง พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. ... โดยไม่บรรจุเนื้อหาของภาคประชาชนลงไปในกฎหมาย

 

รู้จักแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลกที่แม่วงก์

อีเมล พิมพ์ PDF
แมงมุมถือเป็นสัตว์ผู้ล่า (Predator) ที่มีความหลากหลายสูงที่สุดในระบบนิเวศ ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 46,000 ชนิด และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าอาจมีจำนวนมากถึง 200,000 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้แมงมุมที่จัดได้ว่าเป็นแมงมุมที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคือ แมงมุมฝาปิดโบราณ (Liphistiidae, Mesothelae)
สายพันธุ์เก่าแก่เมื่อ 300 ล้านปีก่อน
แมงมุมฝาปิดโบราณ ถือได้ว่าเป็นซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต (Living fossil) เนื่องจากยังคงมีลักษณะหลายประการที่เหมือนกับบรรพบุรุษที่เคยมีชีวิตอยู่เมื่อหลายล้านปีก่อน เช่น การที่แผ่นปิดท้องยังไม่รวมเป็นแผ่นเดียว และการที่มีอวัยวะสร้างใย (Spinneret) อยู่กลางลำตัว ซึ่งลักษณะทั้ง 2 ประการนี้ไม่พบในแมงมุมกลุ่มอื่นๆ จากหลักฐานด้านบรรพชีวินวิทยาแสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษของแมงมุมฝาปิดโบราณอาจมีการถือกำเนิดตั้งแต่เมื่อประมาณ 300 ล้านปีก่อน แมงมุมฝาปิดโบราณมีการกระจายพันธุ์อยู่ในประเทศญี่ปุ่น ด้านตะวันออกของประเทศจีนและแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เท่านั้น โดยในปัจจุบันมีรายงานการค้นพบแล้ว 96 ชนิด ซึ่งถือว่ามีจำนวนน้อยกว่า 1% เมื่อเทียบกับจำนวนแมงมุมทั้งหมด ที่สำคัญแมงมุมฝาปิดโบราณแต่ละชนิดมักเป็นสายพันธุ์เฉพาะถิ่นที่สามารถพบได้ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเท่านั้น
แมงมุมฝาปิดโบราณถือเป็นกลุ่มแมงมุมที่มีช่วงชีวิตยาว โดยแมงมุมเพศเมียอาจมีอายุได้ถึง 20 ปี แมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดจะใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ภายในรังเท่านั้น โดยการสร้างฝาปิด (Trapdoor) ขึ้นมาเพื่ออำพรางทางเข้าออกจากผู้ล่าและซุ่มดักจับเหยื่อ แมงมุมฝาปิดโบราณที่อาศัยอยู่ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะมีการสร้างเส้นใยลักษณะพิเศษคล้ายรัศมีไว้ใช้รับแรงสั่นสะเทือน (Signal lines) เพื่อช่วยในการล่าเหยื่อด้วย
พิษไม่เป็นอันตรายต่อคน
แมงมุมฝาปิดโบราณเหมือนกับแมงมุมส่วนใหญ่ที่มีการพัฒนาต่อมพิษ (Venom gland) ที่บริเวณเขี้ยว แต่อย่างไรก็ตามพิษของแมงมุมฝาปิดโบราณมีไว้เพื่อจัดการแมลงและสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังขนาดเล็กที่เป็นเหยื่อของพวกมัน ดังนั้น พิษของแมงมุมโบราณจึงไม่ได้เป็นอันตรายกับมนุษย์
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์ หรือ Liphistius maewongensis Sivayyapram et al., 2017 ถือได้ว่าเป็นแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดที่ 97 ของโลก และเป็นชนิดที่ 33 ที่ถูกค้นพบในประเทศไทย โดยแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้สามารถพบได้เฉพาะในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ที่ระดับความสูงกว่า 100 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลขึ้นไป
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์จะทำรังอยู่พื้นที่ที่มีลักษณะเป็นหน้าผาดินที่มีความชันสูง โดยขุดดินลึกไปประมาณ 10 – 20 เซนติเมตร และจะชักใยบุผนังโพรงดำรงชีวิต นอกจากนี้ที่ปากทางเข้าออกจะมีการสร้างฝาปิดเพื่ออำพรางทางเข้าออก และมีการสร้างเส้นใยรัศมีเพื่อรับแรงสั่นสะเทือนเมื่อมีเหยื่อมาสัมผัส ที่น่าสนใจคือแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์มีการสร้างรัง 2 รูปแบบที่แตกต่างกัน คือ รังรูปแบบท่อตรง (Simple burrow) ที่มีเพียงทางเข้าออกเดียว และรังรูปแบบตัว T (T-shape burrow) ที่มีทางเข้าออก 2 ทาง โดยคาดว่าทางออกที่สร้างขึ้นมาทีหลังมีไว้สำหรับเป็นทางออกสำรองเพื่อหลบหนีจากผู้ล่า
การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์แสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของผืนป่าแม่วงก์ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากแมงมุมฝาปิดโบราณทุกชนิดจะใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตอยู่ภายในรัง ทำให้สามารถพบแมงมุมกลุ่มนี้ได้เฉพาะพื้นที่ที่มีความอุดมสมบูรณ์สูงเท่านั้น
การค้นพบครั้งนี้จึงเป็นการย้ำเตือนให้เห็นถึงความสำคัญของการอนุรักษ์สัตว์ขนาดเล็ก ไม่เพียงแต่กลุ่มของแมงมุม แต่ยังรวมถึงสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังกลุ่มอื่นๆ ที่มีบทบาทหน้าที่ต่างๆ กัน ในการขับเคลื่อนระบบนิเวศให้ดำเนินไปอย่างสมดุล
การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ของโลก ดำเนินการวิจัยและสำรวจโดย ภาควิชาชีววิทยาและศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านกีฏวิทยาฯ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นำโดยนายวรัตถ์ ศิวายพราหมณ์ นิสิตระดับปริญญาโท (สัตววิทยา) และดร.ณัฐพจน์ วาฤทธิ์ ร่วมกับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ การค้นพบแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดใหม่ได้รับการตอบรับให้ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการระดับนานาชาติ Journal of Arachnology การตั้งชื่อให้กับแมงมุมฝาปิดโบราณชนิดนี้ว่า “แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์” หรือ Liphistius maewongensis Sivayyapram et al., 2017 เพื่อเป็นเกียรติให้แก่อุทยานแห่งชาติแม่วงก์ ผืนป่าที่มีความอุดมสมบูรณ์และสำคัญต่อสัตว์ป่า
แมงมุมฝาปิดโบราณแม่วงก์แมงมุมถือเป็นสัตว์ผู้ล่า (Predator) ที่มีความหลากหลายสูงที่สุดในระบบนิเวศ ในปัจจุบันมีการค้นพบแล้วมากกว่า 46,000 ชนิด และมีการคาดการณ์เอาไว้ว่าอาจมีจำนวนมากถึง 200,000 ชนิด ซึ่งในจำนวนนี้แมงมุมที่จัดได้ว่าเป็นแมงมุมที่เก่าแก่ที่สุดของโลกคือ แมงมุมฝาปิดโบราณ (Liphistiidae, Mesothelae)
 

รับข่าวสาร

Community

facebook twitter youtube
instagram ebooks

DOWNLOAD E-BOOKS

คู่มือ
คู่มือการมีส่วนร่วม
และจัดการความขัดแย้ง
ในผืนป่าตะวันตก

DOWNLOAD

Who's online

เรามี 165 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

<<  ตุลาคม 2017  >>
 จ.  อ.  พ.  พฤ  ศ.  ส.  อา 
        1
  2  3  4  5  6  7  8
  9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031     
จากป่าสู่เมือง
nodam
เหตุผลในการคัดค้าน
เขื่อนแม่วงก์
โดย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ป่าตะวันตก


ของที่ระลึกองค์กร

http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/895080saveforest.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/544918GIFT_1.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/982449GIFT_2.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/183825GIFT_3.jpg

ผู้สนับสนุนมูลนิธิ

http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/547665THANK_PORAR.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/594961THANK_SCB.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/631573THANK_CROWNPROPERTY.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/868548THANK_EGCO.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/593615THANK_PASAYA.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/725396THANK_BAREFOOT.jpg
สำหรับเจ้าหน้าที่ iconkeyy สถิติการเข้าชมเว็บไซต์ ครั้ง

resource