• Increase font size
  • Default font size
  • Decrease font size
http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/924084cablecar.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/645416stickerline_______________________________________.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/649893SCBSHOP.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/688702Bangchak_cards.jpg
  • 0
  • 1
  • 2
  • 3

27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร EP 10 ภารกิจหมาเฝ้าป่า

อีเมล พิมพ์ PDF
27 ปี มูลนิธิสืบนาคะเสถียร บทที่ 8
หมาเฝ้าป่า
บทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
หน้าที่ของ “หมาเฝ้าป่า” นั้น คืองานที่ต้องนำเสนอเนื้อหาแก่ผู้มีอำนาจตัดสินใจให้สามารถรับข้อมูลข่าวสารอย่างเพียงพอเพื่อใช้ตัดสินใจอนุมัติ ระงับ ยับยั้ง โครงการที่อาจก่อผลกระทบต่อผืนป่าและสัตว์ป่า
มูลนิธิสืบนาคะเสถียรวางขอบเขตงานเอาไว้ว่าจะรักษาผืนป่าธรรมชาติทั่วประเทศ เฝ้าระวังโครงการ นโยบาย หรือการออกกฎหมายที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าในระยะยาว ในที่นี้ผู้เขียนขอบันทึกไว้ว่างานแรกที่เริ่มคัดค้าน คือ เรื่องการตัดถนนผ่านป่า หรือที่รู้จักกันในชื่อ “เส้นทางเพื่อความมั่นคง 48 สาย” ในปีพ.ศ. 2534 รัฐบาลในขณะนั้นให้เหตุผลว่าเพื่อแก้ปัญหาล่อแหลมต่อการต่อสู้เอาชนะคอมมูนิสต์และการคุกคามจากภัยนอกประเทศ แต่ก็ต้องแลกมาด้วยการตัดถนนผ่านพื้นที่อุทยานแห่งชาติ 6 สาย ผ่านเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า 8 สาย และตัดผ่านป่าสงวนแห่งชาติอีก 48 สายในครั้งนั้นมูลนิธิได้จัดงานสัมมนาในหัวข้อ “เราควรตัดถนน 48 สาย ผ่านป่าอนุรักษ์ ?” และจัดทำข้อสรุปเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์อธิบายถึงเหตุและผลที่กระทบผืนป่า จนในที่สุดให้รัฐบาลระงับการตัดถนนความมั่นคงแห่งชาติ 2 เส้นทาง คือ เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและห้วยขาแข้ง ส่วนเส้นทางอื่นๆ จะนำกลับไปพิจารณากันใหม่ เช่น ถนนเส้นที่จะตัดผ่านอุทยานแห่งชาติคลองลานและเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผาง ที่จนถึงวันนี้ยังมีความพยายามนำเสนอโครงการอยู่ร่ำไปซึ่งก็เป็นตัวอย่างที่ดีของคำว่า “งานอนุรักษ์เป็นงานที่ทำไม่เสร็จ ยังต้องทำอยู่ตลอด” เพราะถึงครั้งนี้จะสามารถคัดค้านได้ แต่ก็ยังมีครั้งต่อๆ ไปเกิดขึ้นมาอย่างมิเว้นพัก
สิ่งสำคัญของการทำงานคัดค้านแต่ละครั้ง มูลนิธิจะให้ความสำคัญกับการหาข้อมูลและข้อเท็จจริงเราต้องมีข้อมูลพื้นฐานก่อน ซึ่งไม่เคยปรากฏเลยว่ามูลนิธิทำงานบนเสียงลือเล่าอ้าง เราจะระวังในเรื่องนี้มาก ไม่ใช่มีข่าวนินทามาแล้วไปทำ ต้องทำการบ้าน ต้องไปดูพื้นที่จริง ไปศึกษาเรื่องราวว่ามีที่มาที่ไปเป็นอย่างไร
เมื่อมีข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงนำประเด็นคัดค้านมาเข้าที่ประชุมกรรมการมูลนิธิเพื่อพิจารณาวิเคราะห์ สังเคราะห์ หาแนวทางดำเนินการเพื่อหยุดภัยคุกคามเหล่านั้นให้สัมฤทธิ์ผล เช่น ทำหนังสือส่งถึงผู้เกี่ยวข้อง ผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้มีหน้าที่อนุมัติอธิบายผลกระทบที่จะเกิด แจกแจงข้อมูลผลเสีย (ที่มักไม่ปรากฏในรายงาน) รวมถึงการไปร่วมในเวทีเสวนาที่เปิดให้แสดงความคิดเห็น และใช้โอกาสนั้นชี้แจงรายละเอียดต่างๆ และส่วนสำคัญที่ขาดไม่ได้คือการมีสื่อมวลชนช่วยเป็นกระบอกเสียงในการถ่ายทอดเรื่องราวออกไปในวงที่กว้างมากขึ้น
โดยส่วนมากงานเฝ้าระวังภัยคุกคามที่จะเกิดต่อผืนป่าสัตว์ป่ามูลนิธิจะรับทราบข้อมูลเบื้องต้นจากเครือข่ายองค์กรหรือบุคคลที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อม  ซึ่งรู้จักกันจากงานสัมมนาสิ่งแวดล้อมประจำปี และได้ติดต่อสื่อสารกันอยู่เสมอ รวมตัวกันเป็นเครือข่ายแบบหลวมๆ เมื่อมีเหตุการณ์ใดก็จะเข้าช่วยเหลือกัน ใครถนัดเรื่องไหนงานใดก็ลงมือทำในสิ่งเหล่านั้น
งาน Watchdog ในหลายครั้งได้รับข่าวดีเป็นรางวัล แต่ก็มีไม่น้อยที่ได้รับข่าวร้าย บางโครงการนั้นผู้มีอำนาจตัดสินใจสั่งระงับไว้ก่อน แต่ไม่ได้ถอดออกไปจากแผนงาน หมายความว่า เป็นแค่การระงับไม่ใช่ยกเลิก ก็เป็นไปได้ว่าในอนาคตโครงการเหล่านั้นจะหวนกลับมาให้ได้ออกแรงกันในอีก ก็ยังต้องเฝ้าติดตามสถานการณ์กันเป็นระยะๆ ดังเช่น โครงการเขื่อนแม่วงก์ หรือถนนคลองลาน-อุ้มผางที่จะตัดผ่านป่าอนุรักษ์ที่ยังอุดมสมบูรณ์
ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าโครงการที่จะสร้างผลกระทบต่อผืนป่าสัตว์ป่านั้นเป็นโครงการที่มีคนได้ประโยชน์และเห็นเพียงแต่ประโยชน์เฉพาะหน้าเพียงด้านเดียว ไม่ได้มองว่าในระยะยาวจะต้องเสียอีกมากมายเท่าไหร่ เช่น เมื่อป่าถูกตัดแบ่งออกจากกัน สัตว์ป่าก็ไม่สามารถติดต่อกันได้ ป่าก็ค่อยๆ ถูกเจาะ พื้นที่ที่เป็นแหล่งต้นน้ำก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพจนไม่สามารถให้ประโยชน์ในอนาคต ตรงกันข้ามกับผลประโยชน์ระยะสั้นที่เห็นและจับต้องได้ทันที สิ่งเหล่านี้เป็นดังเรื่องพื้นฐานที่ต้องเผชิญอยู่เสมอตั้งแต่ก่อตั้งมูลนิธิเป็นต้นมา
เมื่อเข้าขัดขวางผลประโยชน์แน่นอนว่าย่อมมีแรงเสียดทานเกิดตามมา งานเฝ้าระวังเช่นนี้จึงเป็นงานที่ได้รับคำด่ามากกว่าคำชม เมื่อโดนด่าก็ย่อมมีผลต่อคนทำงานเป็นธรรมดา แต่เราก็ต้องเข้าใจที่มาของเหตุที่เขาด่า เพราะเขาไม่ได้สิ่งที่ต้องการ ขณะเดียวกันเราก็ต้องมองย้อนกลับมาที่ตัวเองว่าสิ่งที่กำลังทำนั้นถูกต้องไหม ถ้าสิ่งที่เราทำมันถูกคำด่านั้นก็ไม่มีผลใดใดกับเรา เป็นเรื่องของใจ
คำด่าที่มีมาบ่อย เช่น “เป็นพวกขวางการพัฒนา” ซึ่งขอยอมรับว่าเป็นพวกขวางการพัฒนาจริงๆ แต่ไม่ได้ขวางเพื่อตัวเอง เป็นการขวางเพื่อประโยชน์ส่วนใหญ่ เพราะเรื่องที่กระโดดเข้าไปขวางเป็นการพัฒนาที่ได้แต่ผลเฉพาะหน้า ไม่ได้ประโยชน์ในระยะยาว การพัฒนาต้องเป็นการพัฒนาที่ไม่เกิดผลเสียไม่ว่าในระยะสั้นหรือระยะยาว หากว่าเป็นการพัฒนาที่ไม่สร้างผลกระทบแล้วก็คงไม่มีเหตุผลที่จะต้องคัดค้าน
ตลอดระยะเวลาการทำงาน Watch Dog มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ทำงานใดไปบ้าง ขอใช้พื้นที่สรุปผลงานเด่นไว้ตรงนี้ ได้แก่
พ.ศ. 2534 ร่วมรณรงค์คัดค้านถนน 48 สาย เพื่อความมั่นคง พ.ศ. 2538 คัดค้านการสร้างถนนสาย 3011 รอบป่ากันห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2540 ร่วมคัดค้านท่อก๊าซไทยพม่าการบุกรุกอุทยานแห่งชาติเขาสามร้อยยอด, คัดค้านนโยบายของกรมป่าไม้ในการร่างระเบียบอนุญาตให้เอกชนเช่าพื้นที่อุทยาน พ.ศ. 2541 คัดค้านการสร้างบ้านพัก VIP กลางเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง, รณรงค์หยุดเหมืองแร่ทุ่งใหญ่นเรศวร, ร่วมคัดค้านโรงไฟฟ้าบ่อนอกหินกรูด พ.ศ. 2544 ร่วมคัดค้าน พรบ.แร่ และเหมืองแร่โปแตซ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวรตะวันตก, คัดค้านการจัดแรลลี่ปล่อยเป็ดก่า ในพื้นที่เขาบันได เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง พ.ศ. 2545 คัดค้านโครงการก่อสร้างศูนย์ศึกษาธรรมชาติห้วยขาแข้ง ณ สถานีวิจัยสัตว์ป่าเขานางรำ, ร่วมรณรงค์คัดค้าน ร่าง พรบ.แร่, ร่วมคัดค้านการปล่อยสารตะกั่วลงลำห้วยคลิตี้ พ.ศ. 2547 คัดค้านการตัดถนน คลองลาน – อุ้มผาง พ.ศ. 2548 คัดค้านการตัดถนนผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2549 คัดค้านการขุดอุโมงค์ผันน้ำจากเขื่อนศรีนครินทร์ผ่านพื้นที่อนุรักษ์, คัดค้านการเปลี่ยนเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าอุ้มผางเป็นอุทยานแห่งชาติ, คัดค้านการสร้างถนนผ่านอุทยานแห่งชาติแก่งกรุง, คัดค้านเหมืองแร่ และการขนส่งแร่ผ่านป่าทุ่งใหญ่นเรศวร พ.ศ. 2550 คัดค้านกฎหมายใช้เช่าพื้นที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2551 คัดค้านการให้เช่าพื้นที่อุทยานแห่งชาติทางทะเล (อันดามัน) พ.ศ. 2552 คัดค้านโครงการเขื่อนแม่วงก์ และยังคงคัดค้านโครงการนี้มาจนถึงปัจจุบัน
หากดูตามรายละเอียดที่กล่าวมา จะเห็นว่าบางโครงการได้เงียบไปแล้ว แต่บางโครงการยังได้ยินข่าวสารอยู่ เช่นโครงการก่อสร้างเขื่อนแม่วงก์ และเขื่อนแก่งเสือเต้น ซึ่งเป็นมหากาพย์คู่กันมาอย่างยาวนาน หรือโครงการถนนสายคลองลานอุ้มผางก็เช่นกันแม้จะเหมือนเป็นงานที่ทำไม่สำเร็จแต่ก็มองได้อีกมุมหนึ่งว่าอย่างน้อยก็ชะลอภัยคุกคามมาได้ตั้ง 20 ปี ช่วยรักษาป่าและสัตว์ป่าได้ตั้งมากมาย ส่วนเรื่องในอนาคตนั้นก็ยังคงต้องสู้กันต่อไป
อีกเรื่องที่น่ายินดีในวันนี้ คือ มีสาธารณะชนเห็นความสำคัญของผืนป่าและสัตว์ป่าเพิ่มมากขึ้นหากเทียบกับช่วงที่คุณสืบเสียสละชีวิต แม้ชื่อนี้จะเป็นที่รู้จักในวงกว้าง แต่คนที่เข้าใจถึงคุณค่าความสำคัญของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมก็ไม่ได้มีมากเท่าวันนี้ ทั้งยังมีเครื่องมือใหม่ๆ อย่างโซเชี่ยลมีเดียไว้ช่วยกระจายข่าวสารและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นก็ทำได้ง่ายมากขึ้น
การมีคนเข้าใจมากขึ้น ก็ทำให้เรามีโอกาสมากขึ้น เมื่อนำเสนอข้อเท็จจริงออกไปสาธารณะชนก็ตอบรับมากขึ้น ให้สนับสนุนมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเวลาที่ล่วงเลยมาได้แสดงผลของการทำลายป่า มีตัวอย่างของจริงให้เห็นในหลายพื้นที่ ขณะเดียวกันพื้นที่ที่ยังอุดมสมบูรณ์ก็แสดงให้เห็นว่าธรรมชาติได้เอื้อประโยชน์แก่เราอย่างมากมายแค่ไหน
ปัจจุบันหน้าที่ “หมาเฝ้าป่า” นั้นยังเป็นงานที่มูลนิธิดำเนินงานมาอย่างเข้มแข็ง ในแผนยุทธศาสตร์ปัจจุบัน พ.ศ.2558 – 2562 ก็ได้ยกเรื่องนี้เป็นงานลำดับที่หนึ่งของแผนงาน เพื่อรักษาผืนป่าสัตว์ป่าให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน
หมาเฝ้าป่าบทบาทการเป็น “หมาเฝ้าบ้าน” (Watch Dog) หรือในที่นี้ขอแทนว่า “หมาเฝ้าป่า” เป็นหนึ่งในงานหลักที่มูลนิธิสืบนาคะเสถียรดำเนินการมาตลอดนับแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน ถือได้ว่า “เป็นหน้าที่ที่ต้องทำ”เพื่อเฝ้าระวังภัยให้ผืนป่าสัตว์ป่าและแหล่งธรรมชาติให้ได้รับการอนุรักษ์ในวิถีทางที่เอื้อประโยชน์อย่างยั่งยืน ทั้งต่อประชาชนในวันนี้ และอนุชนรุ่นหลังในวันหน้า และเป็นหนึ่งการสานต่อปณิธานของคุณสืบที่เคยตะโกนก้องรักษาพงไพรมาแต่ครั้งงานคัดค้านเขื่อนน้ำโจน และการทำสัมปทานไม้ที่ป่าห้วยขาแข้ง
 

'เมนูหูฉลาม' แลกชีวิตนับล้าน

อีเมล พิมพ์ PDF
องค์กรไวล์ดเอดเผย คนไทยส่วนใหญ่นิยมบริโภคหูฉลาม ส่งสัญญาณน่าเป็นห่วงชีวิตฉลามโลก
เมื่อวันื้ 18 ก.ค. ที่ผ่านมา องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ได้มีการแถลงการณ์ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย ซึ่งจากการสำรวจพบว่าคนไทยมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 60% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต บ่งชี้ว่าความต้องการบริโภคหูฉลามของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น  นอกจากนั้นคนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามต่อประชากรฉลามทั่วโลก รวมถึงความโหดร้ายของการฆ่าฉลามเพื่อการค้าหูฉลาม
รายงาน “ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย” รวบรวมข้อมูลที่แสดงให้เห็นถึงบทบาท ของประเทศไทยในเวทีการค้าหูฉลามของโลก พร้อมกับผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทยที่จัดทำโดยองค์กรไวล์ดเอด และบริษัทวิจัย แรพพิด เอเชีย (Rapid Asia)  เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามที่จะทำความเข้าใจปัจจัยของการบริโภคหูฉลามของคนในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
จากการสำรวจพบว่า คนไทยบริโภคหูฉลามอย่างแพร่หลาย และมีแนวโน้มที่ประเทศไทยจะเป็นตลาดสำคัญของการค้าหูฉลาม โดยคนไทย 57% ที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองทั่วประเทศเคยบริโภค หรือยังคงบริโภคหูฉลามตามโอกาสต่างๆ ขณะที่ 29% ได้บริโภคหูฉลามในช่วง 12 เดือนที่่ผ่านมา และที่น่าเป็นห่วงคือ คนไทย 61% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต โดยให้เหตุผลว่า เพราะความอยาก รู้อยากลอง และเคยได้ยินมาว่าหูฉลามมีรสชาติดี ทั้งที่จริงแล้ว หูฉลามไม่มีรสชาติใดๆ แต่มาจากน้ำซุปที่ผ่านการปรุงรส
ผู้บริโภคบอกว่า ได้รับประทานหูฉลามบ่อยครั้งที่สุดที่งานแต่งงาน (72%) ทานกับครอบครัวที่ร้านอาหาร (61%) และในงานเลี้ยงธุรกิจ (47%) ซึ่งการสำรวจตลาดโดยองค์กรไวล์ดเอดพบว่า มีร้านอาหารอย่างน้อย 100 ร้านในกรุงเทพมหานครที่มีเมนูหูฉลาม แสดงให้เห็นว่าเมนูดังกล่าวพบได้ทั่วไป และผู้บริโภคสามารถซื้อหาได้อย่างง่ายดาย
แต่ละปี มีฉลามกว่า 100 ล้านตัวถูกฆ่าอย่างโหดร้าย ในจำนวนนี้ครีบของฉลามมากถึง 73 ล้านตัวถูกนำมาทำเป็น “ซุปหูฉลาม” หรือประกอบเป็นเมนูอื่นๆ ซึ่งประเทศไทยถูกจัดได้ว่าเป็นตลาดค้าครีบฉลามรายใหญ่แห่งหนึ่งของโลก โดยเกิดจากการที่ผู้บริโภคไม่ตระหนักถึงการกระทำอันโหดร้ายเบื้องหลังเมนูหูฉลามนั้น ที่เหล่าฉลามต่างถูกลากขึ้นมาเพื่อเฉือนครีบของมันออกทั้งหมด ก่อนจะถูกโยนทิ้งกลับลงสู่ท้องทะเล ซึ่งทำให้ฉลามเหล่านั้นต้องจมน้ำตายทั้งเป็น เนื่องจากสูญเสียครีบอันเป็นอวัยวะสำคัญในการดำรงชีวิต
“จากผลการสำรวจเป็นที่แน่ชัดว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องสร้างความตระหนักให้คนไทยรับรู้ถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามที่มีต่อประชากรฉลามทั่วโลก และจำเป็นต้องลดความต้องการบริโภคหูฉลาม เพราะหยุดซื้อ คือ หยุดฆ่า” มร.จอห์น เบเกอร์ กรรมการผู้จัดการ องค์กรไวล์ดเอด กล่าว
ตามข้อมูลของศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหาร ระหว่าง พ.ศ.2555-2559 ประเทศไทยส่งออกครีบ ปลาฉลามและหูฉลามแปรรูปมากกว่า 22,467ตัน และนำเข้าผลิตภัณฑ์ชนิดเดียวกันมากกว่า 451.57 ตัน ปี พ.ศ.2558 เพียงปีเดียว ไทยส่งออกมากกว่า 5,000 ตัน ซึ่งใกล้เคียงกับปริมาณผลิตภัณฑ์หูฉลามแปรรูปที่ฮ่องกงนำเข้าในปีเดียวกัน ทั้งนี้ไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าแหล่งที่มาของครีบฉลามที่ไทยนำมาแปรรูป และส่งออกไปนั้นมาจากแหล่งใดบ้าง เนื่องจากประชากรฉลามในน่านน้ำไทยมีจำนวนไม่มากพอ เมื่อเทียบกับปริมาณการส่งออกที่ศูนย์อัจฉริยะเพื่ออุตสาหกรรมอาหารได้รับรายงาน ด้วยข้อมูลข้างต้นทำให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกหูฉลามแปรรูปอันดับหนึ่งของโลกแทนฮ่องกง
ราคาซุปหูฉลามในประเทศไทย เป็นปัจจัยหนึ่งที่ส่งเสริมการบริโภค โดยเริ่มต้นที่ชามละ 300 บาท ในร้านอาหารข้างทาง ไปจนถึงชามละ 4,000 บาท ในภัตตาคารหรู
ไวล์ดเอดยังได้ทำการสำรวจความตระหนักของคนไทยเกี่ยวกับภัยคุกคามประชากรฉลาม และพบว่า อย่างน้อยครึ่งหนึ่งของประชาชนทั้งประเทศ  ยังไม่ได้รับทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคและการค้าหูฉลามต่อประชากรฉลามโลก โดยพวกเขาไม่ทราบว่าส่วนใหญ่ฉลามจะถูกฆ่าเพียงเพื่อเอาครีบของมันมาประกอบอาหารเท่านั้น และจำนวนประชากรฉลามหลายสายพันธุ์ลดลงมากถึง 98% ในขณะที่คนไทย 85% ไม่ทราบจำนวนฉลามที่ถูกฆ่าในแต่ละปี
นอกจากนี้ในงานแถลงการณ์ไวลด์เอดได้เปิดตัวอินโฟกราฟิกเคลื่อนไหวเรื่อง “หูฉลามคนละชาม แลกกี่ล้านชีวิต” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรไวล์ดเอด (WildAid) และ Infographic Thailand อีกด้วย
โดยมร.จอห์น เบเกอร์ ได้กล่าวเสริมว่า “ในปี 2560 นี้ องค์กร ไวลด์เอด ตั้งปณิธานที่จะดำเนินงานอย่างใกล้ชิดกับภาครัฐให้มากยิ่งขึ้น เพิ่มความร่วมมือ กับร้านอาหารและโรงแรมเพื่อขอให้ยกเลิกเมนูหูฉลาม รวมถึงสรรหาทูตตัวแทนจากเหล่าศิลปิน นักแสดง และผู้มีชื่อเสียงเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสื่อและการรับรู้ของประชาชนให้ทั่วถึงมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพราะเราเชื่อว่ายิ่งคนไทยได้รับรู้ถึงผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคหูฉลามมากเท่าไหร่ พวกเขาก็จะไม่อยากเกี่ยวข้องกับการค้าการบริโภคหูฉลามมากเท่านั้น ด้วยความร่วมมือร่วมใจกันของทุกคน เราจะสามารถยับยั้งความต้องการหู ฉลามในประเทศไทยได้ในที่สุด”
ที่มา องค์กรไวล์ดเอด (WildAid)
ซุปหูฉลาม18 กรกฎาคม องค์กรไวล์ดเอด (WildAid) ออกแถลงการณ์ผลสำรวจความต้องการบริโภคหูฉลามในประเทศไทย ข้อมูลจากการสำรวจพบว่าคนไทยมากกว่าครึ่งเคยบริโภคหูฉลาม และที่น่าเป็นห่วงคือมากกว่า 60% ยังต้องการบริโภคหูฉลามในอนาคต บ่งชี้ว่าความต้องการบริโภคหูฉลามของคนไทยมีแนวโน้มที่จะสูงขึ้น  นอกจากนั้นคนไทยจำนวนมากยังไม่ทราบถึงผลกระทบจากการบริโภคหูฉลามต่อประชากรฉลามทั่วโลก รวมถึงความโหดร้ายของการฆ่าฉลามเพื่อการค้าหูฉลาม
 

[VIDEO] พันธบัตรป่าไม้ เครื่องมือเศรษฐกิจสู่ป่า 40%

อีเมล พิมพ์ PDF

พันธบัตรป่าไม้จะเป็นไปได้ไหมที่ประเทศไทยจะมีพื้นที่ป่าเท่ากับ 40% ตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ ถ้าพอจะมีทางเป็นไปได้ จะต้องเป็นไปในทิศทางใด แล้ววันนี้เรามีป่าอยู่เท่าไหร่ ต้องเพิ่มอีกเท่าไหร่ และจะทำอย่างไรที่เราจะสามารถมีป่าได้ตามเป้าหมาย แต่ขณะเดียวกันยังสามารถใช้ประโยชน์ในรูปแบบป่าเศรษฐกิจได้อย่างยั่งยืนและไม่สูญเสียต้นทุน แล้วที่พูดกันว่า พันธบัตรป่าไม้ คือ ทางออกของเรื่องนี้ แท้จริงแล้วคำๆ นี้มีความหมายว่าอย่างไร

 

[VIDEO] 7 ปี CSR ในป่าตะวันตก

อีเมล พิมพ์ PDF

CSRมูลนิธิสืบนาคะเสถียร ดำเนินกิจกรรมด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ป่าไม้ สัตว์ป่า โดยมีผืนป่าตะวันตกเป็นพื้นที่เป้าหมายหลัก อันประกอบไปด้วยพื้นที่อนุรักษ์ 17 พื้นที่ ครอบคลุมเนื้อที่ 6 จังหวัด ได้แก่ ตาก กำแพงเพชร นครสวรรค์ อุทัยธานีสุพรรณบุรี และกาญจนบุรี

 

รำลึก สุรพล สุดารา โดย รตยา จันทรเทียร

อีเมล พิมพ์ PDF

สุรพล สุดาราตามตราสารมูลนิธิสืบนาคะเสถียร หมวดที่ 5 การดำเนินงานของคณะกรรมการมูลนิธิ ข้อที่ 9 ระบุว่า มูลนิธิดำเนินการโดยคณะกรรมการมูลนิธิมีจำนวนไม่น้อยกว่า 9 คน แต่ไม่เกิน 30 คน ประกอบด้วยประธานกรรมการมูลนิธิ รองประธานกรรมการมูลนิธิ 3 คน เลขาธิการมูลนิธิ เหรัญญิก ประชาสัมพันธ์ รองเลขาธิการ และตำแหน่งอื่นๆ ตามแต่คณะกรรมการมูลนิธิจะเห็นสมควร

 

เมื่อโรงไฟฟ้า ‘ถ่านหินสะอาด’ แนวหน้าต้องเจอทางตัน

อีเมล พิมพ์ PDF

โรงไฟฟ้าถ่านหินโรงไฟฟ้ามิสซิสซิปปี สหรัฐอเมริกา ซึ่งนับว่าเป็นโรงไฟฟ้าแนวหน้าด้านการพิสูจน์ว่าพลังงานถ่านหินสะอาดเกิดขึ้นได้จริง กำลังเผชิญอุปสรรคเมื่อดำเนินงานไม่ได้เป็นไปตามแผน เทคนิคการกักเก็บคาร์บอนซึ่งครั้งหนึ่งเคยถูกมองว่าเป็นโอกาสของถ่านหินสะอาด ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าราคาแพงและยุ่งยากเกินกว่าจะทำได้ ปัจจุบัน โรงไฟฟ้าดังกล่าวจึงหันมาใช้แก๊สธรรมชาติทดแทน

 

รับข่าวสาร

Community

facebook twitter youtube
instagram ebooks

DOWNLOAD E-BOOKS

คู่มือ
คู่มือการมีส่วนร่วม
และจัดการความขัดแย้ง
ในผืนป่าตะวันตก

DOWNLOAD

Who's online

เรามี 225 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

<<  กรกฏาคม 2017  >>
 จ.  อ.  พ.  พฤ  ศ.  ส.  อา 
       1  2
  3  4  5  8  9
101112131516
17181920212223
252627282930
31      
ของที่ระลึก
nodam
เหตุผลในการคัดค้าน
เขื่อนแม่วงก์
โดย มูลนิธิสืบนาคะเสถียร
ป่าตะวันตก


ของที่ระลึกองค์กร

http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/895080saveforest.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/544918GIFT_1.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/982449GIFT_2.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/183825GIFT_3.jpg

ผู้สนับสนุนมูลนิธิ

http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/547665THANK_PORAR.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/594961THANK_SCB.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/631573THANK_CROWNPROPERTY.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/868548THANK_EGCO.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/593615THANK_PASAYA.jpg http://seub.or.th/components/com_gk2_photoslide/images/thumbm/725396THANK_BAREFOOT.jpg
สำหรับเจ้าหน้าที่ iconkeyy สถิติการเข้าชมเว็บไซต์ ครั้ง

resource